วันพุธ, กรกฎาคม 26, 2560

'มีชัย' ให้ยิ่งลักษณ์รอ ๓๐ วันยื่นอุทธรณ์ (ถ้าโดนนะ) แต่ว่ามีลุ้น 'สัญญาณ' บางอย่าง

ลุ้นกันต่อไป ยิ่งลักษณ์จะติดไม่ติด ‘ทัณฑสถานหญิง’ หลังวันที่ ๒๕ สิงหาคม (สำหรับพวกสลิ่ม)

ส่วนวันที่ ๑ สิงหา ‘พวกสีแดง’ คนรักทักษิณ ‘น้อยกว่ายิ่งลักษณ์นิดนึง’ ลุ้นว่าจะมีคนไปให้กำลังใจหน้าศาลมากไหม

ทั้งที่บิ๊กตู่ขู่ไว้แล้ว “เขตศาลต้องระวัง โทษมันแรง” แถม “คนที่ติดคุกก่อนคือใคร ประชาชนโดนติดคุกก่อนใช่หรือไม่” ก็เถอะ


แต่ว่า Watana Muangsook บอกไว้อีกอย่าง “นายกยิ่งลักษณ์แสดงความกล้าหาญต่อสู้คดีที่ศาลฎีกาฯ ในขณะที่ประเทศยังอยู่ในการปกครองของรัฐบาลเผด็จการ ย่อมสมควรที่จะได้รับกำลังใจจากประชาชน...

ย่อมถือเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพราะมากันเองด้วยใจและด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัว ไม่มีใครจัดตั้ง ไม่ได้ขอเบิกเงินหลวงเป็นค่าเดินทางที่ต้องขออนุญาต...

คนดี...ออกมาพร้อมกัน...มีปัญหาอะไรมั้ย"

สำหรับรายการ ‘pre-game’ มวยก่อนเวลา ที่กรมบังคับคดีแจ้งว่า “จะดำเนินการตามที่โจทก์ร้องขอ” โจทก์ในที่นี้คือกระทรวงการคลัง ซึ่งได้ส่งบัญชีธนาคารของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำนวน ๑๒ บัญชีไปให้ทำการอายัด
มิหนำซ้ำ น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ย้ำหัวตะปู “การบังคับคดีมีอายุความ ๑๐ ปี ระหว่างนี้หากโจทก์สำรวจพบทรัพย์สินเพิ่มเติม สามารถส่งรายการทรัพย์สินให้กรมบังคับคดีอายัดได้ตลอด”


มิใย น.ส.ยิ่งลักษณ์แย้งว่าทำอย่างนี้ ‘กดดันศาล’ เสียเองหรือเปล่า เธอเขียนเฟชบุ๊ค Yingluck Shinawatra ให้ผู้ติดตาม ๖ ล้านรายได้ทราบถึง “การกระทำที่เสมือนสร้างเป็นเงื่อนไขเพื่อชี้นำคดี ก่อนที่จะมีผลตัดสินของศาลฎีกาฯ ในคดีโครงการรับจำนำข้าว...

รัฐบาลก็เลือกที่จะทำเพราะคิดว่าตนมีอำนาจจะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ รวมทั้งไม่รอคำสั่งศาลปกครองที่ดิฉันได้ขอให้ทุเลาการบังคับคดีไว้”

เรื่องการยื่นขอทุเลาบังคับคดีนี้ เป็นครั้งที่สองที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ศาลสั่งยกคำร้องอ้างว่าความเสียหายยังไม่เกิด เพราะกระทรวงการคลังแค่ออกคำสั่งยังไม่ได้ดำเนินการบังคับ

แต่คราวนี้กรมบังคับคดีรับลูกเตรียมฟันแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ร้องขอทุเลาอีกเมื่อ ๑๙ ก.ค. ก็ต้องรอองค์คณะตุลาการศาลปกครองตัดสิน จะช้าจะเร็วขึ้นอยู่กับระเบียบปฏิบัติราชการ (ฝรั่งเรียก ‘red tape’)

เนื่องจากตุลาการเจ้าของสำนวนได้แจ้งกลับต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ทำคำชี้แจงเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษรส่งกลับไปให้ตุลาการผู้แถลงคดีภายใน ๑๕ วัน เมื่อ ตลก. ผู้แถลงคดีพิจารณาแล้วทำความเห็นส่งให้องค์คณะฯ ตัดสิน

โดยไม่ผูกพันความเห็น” ของ ตลก. ผู้แถลงคดี ตามที่นายสมชาย งามวงศ์ชน ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ในฐานะโฆษกศาลปกครอง อธิบายกระบวนการเอาไว้

การพิจารณาเพื่อมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งคงไม่ล่าช้า และหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นคำชี้แจงมาเร็วกว่าที่ศาลกำหนด การพิจารณาเพื่อมีคำสั่งก็จะเร็วขึ้นด้วย”


เช่นนี้คนรักยิ่งลักษณ์น่าจะเบาใจได้บ้างว่า บางทีองค์คณะศาลปกครองอาจจะไม่ยกคำร้องของทุเลาบังคับคดีกับเธออีก เพราะ ‘ความเสียหาย’ ได้เกิดขึ้นแล้ว กรมบังคับคดีเงื้อง่าขนาดนั้น

ทรัพย์สินของเธอ (ดังที่แจ้งไว้กับ ปปช.) มูลค่ากว่า ๕๗๙ ล้านบาท หลังจากหักหนี้ ๓๓ ล้านบาทออกไปแล้ว

ที่ซึ่ง 'บรรจบ ขุมทอง' ยกมาใช้ชักชวน “เราจะไปให้กำลังใจท่านกัน” เพื่อไม่ให้ “สิ่งเหล่านี้...ที่นายกฯยิ่งลักษณ์หามาด้วยความสุจริต โดนปล้นไป”

เรื่องน่าเบาใจสำหรับแฟนคลับยิ่งลักษณ์อีกอย่าง (แต่สลิ่มร้องว้า) มาจากคำให้สัมภาษณ์ของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่ง อจ.ปิยะบุตร แสงกนกกุล นักกฎหมายมหาชน หนึ่งในคณะนิติราษฎร์

คอมเม้นต์ว่า “ดูเหมือนดีนะครับ”

นายมีชัยพูดถึงโอกาสยื่นอุทธรณ์หลังจากศาลพิพากษาว่าเธอมีความผิด นั้นยังพอเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ ‘ทันที’ ในวันที่ ๒๕ สิงหา เพราะว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญานักการเมือง ซึ่งผ่านการอนุมัติของ สนช. ออกมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อบังคับใช้

หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์เตรียมจะยื่นอุทธรณ์ (ดังที่ทนายของเธอให้ความเห็นไว้) จะต้องรออีก ๓๐ วัน ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ซึ่งยกเลิกข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญเดิม ที่ให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในกรณีมีหลักฐานเพิ่มใหม่เท่านั้น

เพียงแต่ตามรัฐธรรมนูญใหม่ การยื่นอุทธรณ์ต้องกระทำต่อศาลเดิมที่ตัดสิน ศาลนั้นจะต้องแต่งตั้งองค์คณะผู้พิพากษาชุดใหม่ ๙ คน เพื่อมาพิจารณาคำอุทธรณ์

รูปการณ์อันชวนเศร้าสำหรับผู้ที่เห็นใจยิ่งลักษณ์ก็คือ เธอจะถูกนำตัวไปยังทัณฑสถานหญิงทันทีหลังคำพิพากษา (ถ้าไม่มีการรอลงอาญา)

อย่างไรก็ดี เธอมีสิทธิยื่นประกันร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในทันทีได้ (เช่นกัน) ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะเห็นชอบไหม” นายมีชัยกล่าวในตอนหนึ่ง

(http://www.bangkokpost.com/news/politics/1293798/meechai-yingluck-cant-appeal-until-new-law-is-out)

ดังที่ อจ.ปิยะบุตรชี้ว่า “แต่นี่คือ 'สัญญาณ' บางอย่างหรือเปล่า”

ถ้าแบบนั้น ‘สลิ่ม’ คงร้องยี้ แต่ข้อเท็จจริงมีว่า การอุทธรณ์ทำได้ทั้งฝ่ายจำเลยและโจทก์ หากวันที่ ๒๕ ส.ค. ศาลตัดสินยิ่งลักษณ์ไม่ผิดหรือยกฟ้อง อัยการโจทก์ย่อมยื่นอุทธรณ์ใน ๓๐ วัน เช่นกัน

อ้าวแบบนี้ สลิ่มเก๊าะได้เฮอีกน่ะสิ

ศาลอุทธรณ์ตัดสินลดโทษ "พันธมิตร" จาก 2 ปี เหลือ 8 เดือน เพราะไม่ใช่การชุมนุมเพื่อประโยชน์ส่วนตน ... อือ...อ่านอีกครั้ง"ดำรัสพระเทพฯ" ตอบเรื่องพันธมิตรฯ





พระเทพฯ ตรัส : ข้าพเจ้าไม่ได้คิดว่าพันธมิตรทำในนามสถาบันฯ พวกเขาทำเพื่อตัวพวกเขาเอง

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 ตุลาคม 2551

เอพีเผย พระเทพฯทรงตรัสตอบว่า "I don't think so" หลังนักข่าวถามพระองค์ว่าทรงเห็นด้วยหรือไม่กับบรรดากลุ่มผู้ชุมนุม พันธมิตรฯ ที่ได้อ้างว่าได้ทำในนามสถาบันฯ

สำนักข่าวเอพี (9 ต.ค.) ตีพิมพ์ข่าวว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่กำลังเดินทางเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในขณะนี้ ไม่คิดว่าการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศไทยนั้นถูก จัดขึ้นในนามของสถาบันกษัตริย์

ในการให้สัมภาษณ์แก่นักข่าว ที่ Choate Rosemary Hall prep school ในเมือง Wallingford เมื่อวานนี้ พระองค์ทรงตรัสตอบนักข่าวที่ถามว่า พระองค์ทรงเห็นด้วยหรือไม่กับผู้ประท้วงที่กล่าวว่าเขาเหล่านั้นได้ประท้วง ในนามสถาบันกษัตริย์ ซึ่งพระองค์ทรงตอบปฏิเสธ และทรงตรัสว่าเขาเหล่านั้นทำสิ่งต่างๆ ลงไปเพื่อตัวของพวกเขาเอง

The princess was asked at a press conference following her talk whether she agreed with protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.

"I don't think so," she replied. "They do things for themselves."

นัก ข่าวยังได้ถามต่ออีกว่า เหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ออกมาตรัส พระองค์จึงตอบว่า ไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้สอบถามพระองค์ท่าน

Asked why the king has not spoken out, she said, "I don't know because I haven't asked him."

เอ พียังได้อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า แกนนำกลุ่มผู้ประท้วงต้องการให้มีการดำเนินคดีกับผู้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในขณะที่มีผู้นำประท้วงคนหนึ่งต้องการยกเลิกระบอบการเลือกตั้งมาเป็นระบบที่ สมาชิกส่วนใหญ่ของสภามาจากการแต่งตั้ง

นักวิชาการบางคนกล่าวว่า การกระทำดังกล่าวจะไปเพิ่มอำนาจของกองทัพและสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ลดทอนอำนาจของคนยากจนลง

เอพีได้ตีพิมพ์เพิ่มว่า พระองค์ทรงตรัสว่า " มีปัญหาการเมืองมาก "
" ฉันบอกเพื่อนของฉัน ผู้ร่วมงานขอฉัน เพียงทำหน้าที่ของตนของตนพอ "

Protest leaders have called for the prosecution of people who insult the monarchy. One leader wants to abandon Thailand's popularly elected Parliament for one in which a majority of members would be appointed.

Some academics have said the plan would enhance the power of the country's military and monarchy at the expense of the poor.

"There are a lot of political problems," the princess said. "I told my friends, colleagues just to do what is their duty."

ลิงก์ข่าวต้นฉบับ
http://www.courant.com/news/local/statewire/hc-09192950.apds.m0355.bc-ct--thaioct09,0,6157926.story


ooo
What is the Meaning of This


Source: Asian Correspondenct
10th October 2008

The princess of Thailand said Thursday that she does not believe protests in her home country are being staged to benefit the monarchy.
/>
/>Princess Maha Chakri Sirindhorn talked about the importance of public service Thursday at the Choate Rosemary Hall prep school in Wallingford. She later headed to the University of Pennsylvania for a U.S.-Thailand education discussion.
/>
/>Her visit came amid the worst political violence in Thailand in more than a decade. Thousands of protesters have camped at the main government office complex to demand electoral changes and an end to corruption in Thai politics.
/>
/>In violent clashes on Tuesday, 423 protesters and 20 police were injured, Thai medical authorities said. One woman was killed, and a man died in what appeared to be a related incident.
/>
/>It was the worst political violence since 1992, when the army killed dozens of pro-democracy demonstrators seeking the ouster of a military-backed government.
/>
/>The princess was asked at a press conference following her talk whether she agreed with protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.
/>
/>“I don’t think so,” she replied. “They do things for themselves.“
/>
/>Asked why the king has not spoken out, she said, “I don’t know because I haven’t asked him.”
/>
/>Protest leaders have called for the prosecution of people who insult the monarchy. One leader wants to abandon Thailand’s popularly elected Parliament for one in which a majority of members would be appointed.
/>
/>Some academics have said the plan would enhance the power of the country’s military and monarchy at the expense of the poor.
/>
/>”There are a lot of political problems,” the princess said. “I told my friends, colleagues just to do what is their duty.”
/>

/>BP: Hmm…. Do things for themselves? I have checked The Manager frontpage and can’t seem to find any mention of the article.
/>
/>btw, when I ask the meaning of this, it is a rhetorical question. Be careful about drawing inferences or talking about it in relation to donations, or even suggesting divisions.
/>
/>btw, silly piece of trivia the school she spoke at is where JFK went to school.


Read more at https://asiancorrespondent.com/2008/10/what-is-the-meaning-of-this/#cwRQbC7v73uTzPSG.99

.....

เรื่องเกี่ยวข้อง...
วิกฤตการเมืองและอคติ นสพ.ไทย: กรณีพระเทพฯ ตอบเรื่องพันธมิตรฯ

(https://prachatai.com/journal/2008/10/18540)


ศาลรับฟ้องคดีทนายประเวศ 13 กรรม ม. 112 10 กรรม ม.116 พ่วงพ.ร.บ.คอมฯ 3 กรรม





ศาลรับฟ้องคดีทนายประเวศ ม. 112 10กรรม ม.116 3กรรม พ่วงพ.ร.บ.คอมฯ รวม 13กรรม

25/07/2017
By Admin01
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


วานนี้ (24 กค.) อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องทนายประเวศ ในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ 10กรรม และข้อหายุยงปลุกปั่น 3 กรรม และนำข้อมูลที่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงฯ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ

25ก.ค.2560 ทนายความของนายประเวศ ประภานุกูล ทนายความ ได้รับคำฟ้องในคดีที่นายประเวศตกเป็นจำเลยในคดีที่ตนโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 13 โพสต์ หลังจากศาลเบิกตัวนายประเวศจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพไปฟังความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษกเมื่อวานนี้

อัยการบรรยายฟ้องโดยสรุปได้ว่าในระหว่างวันที่ 25ม.ค.-23 เม.ย.2560 นายประเวศได้กระทำความผิดรวมทั้งหมด 13 กรรม โดยเป็นการกระทำความผิดในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวม 10กรรม และในข้อหากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) รวม 3กรรม

นอกจากนั้นในการกระทำทั้ง 13กรรมข้างต้น อัยการได้ฟ้องในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามมาตรา 14(3) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 รวมด้วย และขัดคำสั่งเจ้าพนักงานไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ ตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 พ.ศ.2549

นายประเวศถูกควบคุมตัวตั้งแต่เช้าวันที่ 29 เม.ย. 2560 โดยไม่มีหมายจับ ไม่มีหมายค้น และไม่แจ้งให้ผู้ถูกควบคุมตัวทราบว่าถูกควบคุมเพราะเหตุใด ก่อนจะพาตัวไปที่ มณฑลทหารบกที่ 11 เขาถูกสอบปากคำ และซักถามประวัติส่วนตัว ซึ่งประเวศให้ความร่วมมือ และยอมลงชื่อในเอกสาร เพราะคิดว่าจะได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน ระหว่างนั้นเขาขอโทรศัพท์ติดต่อบุคคลที่ไว้วางใจ แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัว


วันอังคาร, กรกฎาคม 25, 2560

"ยิ่งลักษณ์" โพสต์ "ดิฉันยังเข้มแข็ง แม้จะถูกอายัดบัญชีธนาคาร และกำลังจะถูกยึดทรัพย์สินทั้งหมด"





ดิฉันอยากจะสะท้อนถึงความพยายามต่างๆ ในการกระทำที่เสมือนสร้างเป็นเงื่อนไขเพื่อชี้นำคดี ก่อนที่จะมีผลตัดสินของศาลฎีกาฯ ในคดีโครงการรับจำนำข้าว

แต่ในที่สุดรัฐบาลก็เลือกที่จะทำเพราะคิดว่าตนมีอำนาจจะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ รวมทั้งไม่รอคำสั่งศาลปกครองที่ดิฉันได้ขอให้ทุเลาการบังคับคดีไว้

แม้วันนี้ ดิฉันจะถูกอายัดบัญชีธนาคาร และกำลังจะถูกยึดทรัพย์สินทั้งหมด จนต้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอทุเลา คงได้แต่บอกว่าดิฉันยังเข้มแข็ง และพร้อมยืนหยัดต่อสู้ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่า "ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด" ผ่านการแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาต่อศาลอย่างหมดใจ ในวันที่ 1 ส.ค. นี้ค่ะ ซึ่งดิฉันก็จะทำอย่างดีที่สุด

ดิฉันขอเปลี่ยนกำลังใจจากแฟนเพจและพี่น้องประชาชน มาเป็นพลังให้ดิฉันได้มีความเข้มแข็งและอดทนค่ะ


Yingluck Shinawatra

"นักรบย่อมตายในสนามรบ" เหตุที่ "ยิ่งลักษณ์"ปักหลักสู้ไม่คิดหนี




https://www.youtube.com/watch?v=jFAaKO0XKQc

"นักรบย่อมตายในสนามรบ"เหตุที่"ยิ่งลักษณ์"ปักหลักสู้ไม่คิดหนี

jom voice

Published on Jul 24, 2017

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติให้ หรือ นปช. สัมภาษณ์ Thais Voice เกี่ยวกับการต่อสู้คดีในโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยศาลฯจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ว่า หากคำพิพากษาออกมาเป็นลบ เชื่อว่าคนเสื้อแดง หรือนปช.ทั่วประเทศ ไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้ เพราะคสช.ได้กระชับอำนาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว และแกนนำนปช.ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับจังหวัดก็ถูกตั้งข้อหา ถูกควบคุมตัว ควบคุมความเคลื่อนไหวเอาไว้หมดแล้ว แต่การที่ คสช.กลัวเกินเหตุ วางแผนรับมืออย่างเต็มที่ อาจจะเป็นกระแสตีกลับก็ได้้ อย่างไรก็ตามเหตุที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนหยัดต่อสู้ไม่หลบหนีไปต่างประเทศ เพราะเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "นักรบประชาธิปไตย ย่อมต้องยอมตายในสนามรบ" ท่านจึงไม่ยอมหลบหนี และไม่ยอมทิ้งประชาชนที่ศรัทธาและรักท่าน


Thailand Freezes Former PM Yingluck's Bank Accounts in Rice Subsidy Case



Former Thai Prime Minister Yingluck Shinawatra arrives at the Supreme Court for the last day of the hearing in Bangkok, Thailand, July 21, 2017.


Thailand Freezes Former PM Yingluck's Bank Accounts in Rice Subsidy Case


July 24, 2017
Source: VOA

BANGKOK —

Thailand's justice ministry froze some of former Prime Minister Yingluck Shinawatra's bank accounts, the ministry and her legal team said on Monday, in relation to a $1 billion fine imposed by the ruling junta over her administration's rice-subsidy program.

She has filed a court petition to revoke the freezing of her bank accounts and to grant an injunction to suspend asset seizures, saying they were unlawful.

Yingluck, whose government was ousted by the junta in a 2014 coup, will deliver a closing statement in a separate criminal case over the rice subsidies next week.

The program, which helped Yingluck sail to victory in a 2011 election, bought rice from farmers at above-market rates and distorted global prices but proved popular with rural voters.

Finance Ministry permanent secretary Somchai Sujjapongse told reporters on Monday that government committees submitted details of 12 bank accounts which belong to Yingluck to the Legal Execution Department, which then took action.

Yingluck received a formal notice about her frozen accounts from the department on Monday, her legal team said.

Yingluck declined to comment when contacted by Reuters.

Her supporters have accused the courts of bias in frequently ruling against Yingluck and her family members.

The rice scheme was a policy engineered by Yingluck's brother, former prime minister Thaksin Shinawatra, who was toppled in a 2006 coup and lives abroad, to avoid a two-year prison sentence from 2008 for graft in a land purchase case.

Thaksin won the hearts of voters in the populous northeast and the north but made enemies among the powerful, military-backed Bangkok elite.

In 2015, a military-appointed legislature banned Yingluck from politics for five years after finding her guilty of mismanaging the rice scheme.

The Supreme Court will give its verdict in the criminal case against Yingluck on Aug. 25.

Yingluck, who says the trial against her is politically motivated, faces up to 10 years in prison if she is found guilty of negligence over her role in the scheme.

นี่คือ ‘ตุลาการวิบัติ’ บีบคั้นเสียจนมันจะเกิดระเบิด จากจับพยานปากเอก ๖ ศพวัดปทุมฯ ถึงจับชาวบ้านชัยภูมิเก็บเห็ด

นี่คือ ตุลาการวิบัติ เก็บ กวาด ล้าง จะให้หมดบางในเร็ววันนี้ใช่ไหม

แหวน ณัฏฐธิดา มีวังปลา พยานปากสำคัญในคดี ๖ ศพ วัดปทุมฯ ปี ๕๓ “ถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดี ตาม ป.อ.มาตรา ๑๑๒ ซึ่งมีการออกหมายจับไว้ ตั้งแต่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๘” หลังจากที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำหญิงกลาง เมื่อ ๒๔ กรกฎา มาหมาดๆ

คดีดังกล่าว อ้างการกระทำผิดจาก โพสต์ข้อความใน LINE เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๘ ทั้งๆ ที่วันเกิดเหตุหลังจากเธอถูกควบคุมตัวโดยทหารแล้ว ตั้งแต่ ๑๑ มีนาคม ปีนั้น #คำถามคือเป็นการโพสต์ข้อความโดยผู้ใด

ส่วนคดีที่เธอได้ประกันปล่อยตัวเมื่อบ่ายวันนั้น เป็นข้อหาก่อการร้ายและอั้งยี่ (ม.๑๑๖) เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อมโยงเธอ ว่าอยู่ในเส้นทางการโอนเงิน การจ้างวานปาระเบิดอาร์จีดี ใส่ลานจอดรถศาลอาญา

ขณะที่ “แหวนก็เป็นพยานปากสำคัญในคดี ศพวัดปทุมวนาราม สำคัญขนาดที่อธิบายการตายของทั้ง คนได้แม่นยำ

เพราะเป็นพยาบาลอาสาอยู่ในเต๊นท์เดียวกับผู้ตายทั้งหลาย อยู่ห่างจาก กมนเกด อัคฮาด หนึ่งในผู้เสียชีวิตเพียง เมตร ทนายความคดีนี้บอกว่าอันที่จริงเธอคือ ผู้รอดชีวิต


อีกคน “วาสนา บุษดี ถูกอายัดตัวต่อเช่นกัน (ไปไว้ที่ สน.โชคชัย) ภายหลังได้รับการปล่อยตัวตามหมายปล่อยของศาลทหารทั้งๆ ที่ขาก็ยังไม่ได้ย่างก้าวพ้นจากเขตกำแพงเรือนจำเลย

ซึ่งคดีนั้นก็มีการฟ้องร้องดำเนินคดีไปแล้ว “แต่มีการแยกฟ้องสองคดี ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เรายืนยันต่อตำรวจว่าการจับตัวครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการดำเนินคดีซ้ำ” ทนาย วิญญัติ ชาติมนตรี โพสต์แจ้งเหตุต่อสาธารณะบนหน้าเฟชบุ๊ค

อีกด้านหนึ่งในคดีแกนนำ พธม. ๖ คน พาพวกบุกยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลา ๙๐ วัน เมื่อปี ๒๕๕๑ ซึ่งศาลชั้นต้นตัดสินว่ามี “ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์กรณีบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๓๕๘, ๓๖๒ และ ๓๖๕” แล้วนั้น

ศาลอุทธรณ์มาพิพากษาใหม่ “แก้โทษจำคุก” จากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก ปี ให้เป็นจำคุกแค่ ๑ ปี แล้วยังลดโทษให้อีก ๑ใน คงจำคุกจำเลยทั้ง เป็นเวลาทั้งสิ้นเพียง เดือน โดยไม่รอลงอาญา


จึงช่วยไม่ได้ที่มีคนเอาไปเปรียบเทียบกับคดีของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. คดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็น ฆาตกรมือเปื้อนเลือด สั่งทหารยิงใช้กระสุนจริงยิงประชาชนเพื่อ กระชับพื้นที่ในเหตุชุมนุมที่ราชประสงค์ พฤษภา ๕๓ มีคนบนท้องถนนตายกว่า ๙๐ ราย

คดีนั้นศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้องไปแล้ว แต่ศาลฎีกาเอามาตัดสินใหม่เมื่อสองสามวันมานี้ ให้ส่งจตุพรเข้าคุกเป็นเวลา ๑ ปี ไม่มีรีรอลงอาญา

ผู้ใช้นาม สิงหา ไพฑูรย์ถามว่า “ทำใจให้เที่ยงตรงลองไม่เข้าข้างใคร ท่านว่าระหว่างคดีหมิ่นประมาทผู้อื่น กับคดีนี้ (ยึดทำเนียบฯ) ท่านคิดว่าคดีใดน่าถูกลงโทษมากกว่ากัน”

ไม่เพียงเท่านั้น ตัว เจ้ากรรมนายเวรอภิสิทธิ์เองเพิ่งออกหน้าซัดพรรคการเมืองฟากตรงข้าม ตีความคำพูดของสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนที่พูดถึงการตัดสินคดีจำนำข้าวว่า “ผู้พิพากษาไม่ได้มีแค่ คน แต่มีสิบล้านคน

ว่าเป็นการ “ข่มขู่หรือไม่ว่ามีมวลชนสนับสนุนอยู่ เพราะฉะนั้นทำผิดไม่ได้” และ “อย่าแสดงอาการอะไรที่เป็นการถูกตีความว่ากดดันศาล เป็นการเอาคนจำนวนมากมาอยู่เหนือกฎหมาย

ถ้ากลับกันเป็นอภิสิทธ์โดนข้อหานั้น ในมูลคดีเดียวกัน แต่ในศาลที่ยึดมั่นหลักนิติธรรมสากล จะคิดหรือว่าตนเป็นคน ทำผิดโดยถูกกล่าวหา ไม่ใช่ว่า “ทำผิดไม่ได้”

ฉะนั้นการตีความว่า “ข่มขู่ กดดันศาล และอยู่เหนือกฎหมาย” เพราะตนเองไม่เคยเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากที่ถูกผู้บังคับใช้กฎหมายย่ำยี แต่มีอภิสิทธิ์เทียบเท่าผู้บังคับใช้กฎหมาย นั่นหรือ

แล้วชาวบ้าน “คนจำนวนมาก” ที่ไม่ค่อยจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจาก กฎหมายล่ะ อภิสิทธิ์ว่าไง ตามเรื่องราวของสองข่าวนี้

“งงเด้!! คำสั่งระงับใช้น้ำเค็มเลี้ยงสัตว์น้ำ” http://www.komchadluek.net/news/regional/288947
และ “บ้านแพ้วฮือฮา! สั่งห้ามใช้น้ำเค็มเลี้ยงสัตว์ กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งฉุน จ่อเคลื่อนไหว https://www.matichon.co.th/news/609154

กับนี่สดร้อน ไม่ใช่เรื่องเก่าสองตายาย แต่เกิดขึ้นวันที่ ๒๔ ก.ค. ๖๐ นี้เช่นกัน #เก็บเห็ด_โดนจับ “ยึดเห็ดได้เป็นจำนวนมาก”

คนโพสต์เขาถามว่า “ทำไมบ้านเมืองเรามันอยู่ยากจังครับ...ประชาชนเข้าป่าไปเก็บเห็ดก็ผิดหรือ เขาไปเก็บเห็ดนะครับ ไม่ได้ไปขายยาบ้าไม่ได้ฆ่าคนไม่ได้ไปตัดตันไม้...

อย่าใช้แต่สันดานหรือใช้แต่อำนาจ มีอำนาจแต่ขาดปัญญา บ้าอำนาจจนขาดสติ”

เหตุเกิดที่ภูแลนคา เขตบ้านคำน้อย รอยต่อกับบ้านใหม่ผาเอียง (ชีลองเหนือ) เป็นรอยต่อของอำเภอเมือง จว.ชัยภูมิ กับอำเภอหนองบัวแดง

“ถึงฤดูกาลที่เห็ดป่าเห็ดโคนมันออก ชาวบ้านใช้เวลาในช่วงเช้าถึงสายๆ หน่อย เข้าป่าไปเก็บเห็ด บ้างก็เอามาทำกับข้าวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย บ้างก็หามาขายเป็นรายได้เสริม...เพราะมันเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน

จริงๆ แล้วชาวบ้านเขาอยู่กับป่าหาอาหารจากป่ามาก่อนที่เขตอุทยานจะเกิดขึ้นมาด้วยซ้ำ”
แต่กลับ “ถูกเจ้าหน้าที่และลูกจ้างป่าไม้อุทยานแห่งชาติภูแลนคาจับกุม ปรับ ยึด เห็ดของชาวบ้านที่เก็บมาได้ (ไม่ทราบว่าเอาไปไหน เอาไปทำอะไร)”

เช่นนี้เป็นการบีบคั้นเสียจนมันจะเกิดระเบิด เรื่องแบบนี้มันมีมาแล้วเยอะแยะในประวัติศาสตร์โลก เมื่อคนจำนวนมาก (ในนิยามตามคำของอภิสิทธิ์) ถูกกดดันจนทนไม่ได้ก็ต้องฮึดสู้ กลายเป็น ‘revolt’

ที่ภาษาไทยฝ่ายซ้ายเขาเรียกว่า ปฏิวัติมวลชน อันอยู่ฝั่งตรงข้ามและเผชิญหน้าท้าทาย ปฏิวัติรัฐประหาร

ไปดูเขาถกกัน #ข่มขืนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่โวยวาย ไม่ใช่หมายถึงยินยอม

ไปดูเขาถกกันเรื่อง ข่มขืน (และ ละเมิดทางเพศ โดยรวม) ในแวดวงนักกิจกรรมของคนรุ่นใหม่ ยาวมากแต่อยากให้ดูกันด้วย จึงคัดตัดตอนมาเพื่อเป็นสักขีในข้อเท็จจริง (ก่อนจะไปถึง ทีนิวส์

เปิดประเด็นโดย Rangsiman Rome โพสต์จาก Shenzhen, China เรื่อง “วัฒนธรรมการข่มขืนในหมู่นักกิจกรรม” อันเกิดกับ นักศึกษาปริญญาโทที่มาทำวิจัยที่ประเทศไทยเพื่อศึกษาเกี่ยวกับนักกิจกรรม ได้ถูกข่มขืนไม่นานนี้" 

โดยที่ "เหตุการณ์ทำนองคล้ายๆ กันนี้เคยเกิดขึ้นระหว่างนักกิจกรรมนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวในหมู่นักกิจกรรมอย่างมาก 

หากแต่ผลร้ายและแรงกดดันดูเหมือนจะตกกับฝ่ายหญิงมากกว่า นั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมนักกิจกรรมจำนวนมากถึงยังมีทัศนะที่ไม่เคารพต่อเพศหญิงเช่นนี้

เขาสรุปว่า “น่าเสียดาย ที่ในหมู่นักกิจกรรมจำนวนมากไม่ได้รู้สึกว่าการล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหา และความรู้สึกว่าไม่เป็นปัญหาได้ถูกส่งต่อทำให้เกิดเคสแบบนี้อยู่ร่ำไป เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าคนที่อยู่เฉยๆ กับเรื่องแบบนี้ ได้ทำให้พื้นที่ของการข่มขืนสามารถดำรงอยู่ต่อไปในสังคมได้

ขณะที่ให้เหตุผลของตนไว้ก่อนหน้า “การล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นระหว่างนักกิจกรรม ไม่ว่าจะกระทำต่อนักกิจกรรม หรือกระทำต่อใคร สำหรับผมเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และไม่สามารถให้อภัยได้

อย่างที่เรารู้ๆ กันว่ากลไกทางกฎหมายไม่สามารถปกป้องให้ความคุ้มครองใดๆ กับฝ่ายหญิงได้ กลไกทางกฎหมายจึงเป็นกลไกปลายเหตุในการลงทัณฑ์เสียมากกว่า

กลไกที่ผมคิดว่าจะป้องปรามไม่ให้ใครทำแบบนี้อีก คือ กลไกทางสังคม ถ้าสังคมปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแข็งขัน ย่อมมีน้อยคนที่จะกล้าทำแบบนี้ เพราะมันหมายถึงการสูญเสียที่ยืนในสังคมทั้งหมด

ปรากฏว่าเกิดการถกเถียงกันอยู่นานในประเด็น “เหมารวม” ทั้งจาก Wanchalearm Satsaksit ที่ท้วงว่า “ในหมู่นักกิจกรรม อ่านแล้วเอ๊ะ แปลว่ามันเกิดขึ้นบ่อยๆ เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือเกิดขึ้นจนเป็นวัฒนธรรมแล้วเหรอครับ (อันนี้น่าห่วง)

และในหมู่นักกิจกรรมนี่ นักกิจกรรมด้านไหนครับ "นักกิจกรรมเคลื่อนไหวด้านการเมือง?" หรือ นักกิจกรรมชุมชน หรือ นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม หรือนักกิจฝ่ายไหนด้านใดครับ พอเหมารวมไปหมดว่านักกิจกรรมมันกว้างมาก และคำว่าในหมู่นักกิจกรรมก็พาลคิดไปว่ามีหลายเคส”

ซึ่งได้มีคนตอบให้ Nana Wipaphan Wongsawang บอกว่า “เราเห็นด้วยกับโรมที่จะเหมารวมนะ เพราะปกติเวลาคนเจอประสบการณ์ไม่ดี คนอื่นๆ จะพยายามบอกว่า อ้าว มันไม่เกี่ยวกับกลุ่มเรา มันเกี่ยวกับความชั่วของไอ้นั่นล้วนๆ โยนๆ ให้มันเป็นเรื่องปัจเจกไป

เพราะคนที่เหลือไม่เห็นว่าเป็นปัญหาของเขาที่จะต้องดูแลกันและกัน (ในคนทั่วไปพอว่า แต่ในนักกิจกรรมนี่แบบหื้มมมม คุณปกป้องเรื่องของคนอื่นมาตั้งหลายเรื่อง แต่คุณไม่ปกป้องคนของคุณเหรอ ?) พอเคว้ง ไม่มีกำลังใจสู้ เรื่องก็เงียบไป

...เนี่ยคือปัญหาในภาพรวมที่เราว่าเหมารวมได้

อีกรายมาเสริม Daranee Thongsiri ย้ำว่า “ที่โรมเขียนแบบนี้ เพราะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ในกลุ่มนักกิจกรรมผู้ชาย ทั้งเป็นที่รู้ในวงกว้างหรือในทางส่วนตัว

นักกิจกรรมนี้ก็มีหลายกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มการเมืองที่เรียกร้องประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชน พวกสายสิ่งแวดล้อมก็เยอะ ยิ่งอยู่ในกลุ่มผู้ชายด้วยกันเอง วัฒนธรรมการลวนลามทางเพศ ทำให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกปลอดภัยทางเพศไปจนถึงเคสข่มขืน มีเยอะมาก

เห็นด้วยว่าควรพูดถึงวงการนักกิจกรรมทั้งวงการ ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มันควรจะสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิทางเพศของคนทำงานด้านนี้ให้มาก ไม่ใช่ผลักเป็นเรื่องปัจเจก”

จากนั้นยังคงแลกเปลี่ยนกันต่อเนื่องอีกพักใหญ่ ได้ความว่ามีการล่วงละเมิดเกิดขึ้นทั้งในวงการสิทธิมนุษยชน และองค์กรเกย์ (https://www.facebook.com/rossbuch/posts/1601725673170848)

รวมทั้งบางคนเข้ามากระซวก Chotisak Onsoong ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ตำหนิว่า คนเปิดประเด็นพูดกำกวม กลับมาอีกครั้ง ดังกว่าเดิม

ผ่านไปเกิน 24 ชั่วโมงแล้ว ที่หลายๆ คน (และผมถือว่าผมเป็นหนึ่งในนั้น) ถูกด่าว่าเป็นต้นเหตุของวัฒนธรรมการข่มขืน แต่กลับไม่มีใครมาบอกซะทีว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์เป็นยังไง ใครคือผู้ถูกกล่าวหา

จนกระทั่ง โรม มาเอง “เคสที่ผมพูดอาจจะเป็นเคสเดียวก็ได้ แต่แค่เคสเดียวมันก็แสดงให้เห็นปัญหาอะไรหลายอย่างตามมา เพราะคนที่อยู่รอบตัวของคนที่ไปให้กำลังใจผู้กระทำผิด ก็ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ และทำให้เหยื่อกลายเป็นเหยื่อที่สมบูรณ์ คือเป็นผู้แบกภาระทั้งหมดเอาไว้

แน่นอนว่าข้อเขียนผมเป็นการเหมารวม แต่ที่ผมเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่า ผมไม่ได้ต้องการให้ผู้ที่ทำและถูกทำจัดการตามกระบวนการเท่านั้น (ซึ่งมันขึ้นกับสภาพจิตใจของเหยื่อ และหลักฐานด้วยว่าจะเอาผิดได้ไหม ซึ่งในหลายกรณีมันยากมาก)

แต่ผมต้องการให้ไม่เกิดการยอมรับเรื่องนี้ด้วย ภายในปีนี้ปีเดียวมีเคสสองเคสเกิดขึ้นแบบนี้แล้ว (อย่างน้อยที่ผมรู้)

ส่วน “เรื่องมันกลายเป็นวัฒนธรรมข่มขืนไหม คงต้องดูกันยาวๆ แต่การที่คนที่รู้เรื่องแล้วเพิกเฉย อันนี้ผมว่าเป็นปัญหา

ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดของผมในแวดวงนี้ หลายคนที่ผมรู้จักกลับปกป้องผู้กระทำผิด โดยอ้างว่าผู้กระทำผิดต้องมีใครสักคนดูแลเขาเหมือนกัน ในแง่นี้มันฟังดูเหมือนจะโอเคเลย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ หลายคนแห่ให้กำลังใจคนกระทำผิด ขณะที่คนที่โดนข่มขืนกลับไม่มีใครเลย”

ล่าสุด โรม ได้นำ “ข้อความของคนที่โดนข่มขืนที่ผมบอกเล่าไปก่อนหน้านี้...(ขออนุญาตเจ้าตัวแล้ว) ผู้ที่ "มาเพิ่มเติม

ดูเหมือนจะคิดว่าเรามีจุดมุ่งหมายอะไรแอบแฝง หรือเราหวังผลประโยชน์บางอย่าง เราขอตอบข้อนี้อย่างตรงไปตรงมาเลยว่า การออกมาพูดเรื่องข่มขืนอย่างเปิดเผยได้ทำลายชีวิตเราแล้ว อย่างน้อยก็ในช่วงนี้...

ส่วนเรื่องที่ไม่เปิดโอกาสให้คนทำได้พูด เราไม่เคยพยายามจะปิดปากเขาเลย หรือถึงคิดอยากทำเราก็ทำไม่ได้หรอก เขามีอิทธิพลกับสังคมมากกว่าเรา ที่อยู่ไทยได้แค่ปีเดียว เขามีเพื่อนเยอะ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น และเป็นนักกิจกรรมที่คนชื่นชม

เขามีอิทธิพลที่เราไม่มี ถ้าเขาพูดขึ้นมา แน่นอนว่าคนจำนวนมากจะฟังเขาและเชื่อเขามากกว่าเชื่อเรา แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ได้ยินมาว่าเขาได้บอกคนอื่นแล้วว่าเราสมยอมจะนอนกับเขา

อันเป็นรูปการณ์ที่เข้าข่ายลักษณะการโต้เถียงในวัฒนธรรมตะวันตกที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า ‘He said, she said’ หรือเป็นไทยคร่าวๆ “ต่างคนต่างอ้าง” ซึ่งผู้เข้าไปร่วมถกเถียงคนหนึ่งพยายามดึงดันให้มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างหมดเปลือก

ทว่า ข้อที่ควรพินิจคำนึงมิใช่เรื่องของใครกับใคร (เป็นส่วนตัว) ปัญหาอยู่ที่ทางปฏิบัติในเชิงวัฒนธรรมเกี่ยวกับเพศสัมพันธุ์ ซึ่งส่วนมากยังเชื่อกันแพร่หลายว่า “ไม่โวยวายหมายถึงยินยอม”

เช่นนี้ควรที่ต้องอ่านบทความที่โรมแนะนำ เรื่อง “ผู้หญิงที่กำลังถูกข่มขืนมีปฏิกิริยาอย่างไร :ความจริงกับความเชื่อ” ของ Ronnakorn Bunmee นักวิชาการด้านกฎหมาย ประกอบเพื่อทำความเข้าใจ หลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดซ้ำซาก ที่ว่า

ด้วยจินตนาการ ผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งสร้างภาพให้เราเห็นว่าผู้หญิงที่ถูกข่มขืนจะดิ้นรนสุดกำลังและเรียกร้องให้คนมาช่วย เพื่อสร้างภาพเหยื่อให้น่าสงสารที่สุด” และ “ในชีวิตจริงเหยื่อนิ่งเฉยไม่โวยวาย ผู้กระทำความผิดอาจอ้างได้ว่ายินยอม เพราะถ้าไม่ยอมคงดิ้นแล้ว โวยวายแล้ว และเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องได้ (ดู CEDAW/C/57/D/34/2011 และ CEDAW/C/46/D/18/2008)” นั้น

ในทางชีววิทยาผู้หญิงในสภาวะเช่นนั้นโวยวาย ดิ้นรน ร้องให้คนช่วยได้จริงหรือ?

เขาใช้รายละเอียดจากกรณีศึกษา เรื่อง Fear and the Defense Cascade: Clinical Implications and Management’ ที่ตีพิมพ์ในวารสารจิตเวชศาสตร์ ของ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Harvard

กับเรื่อง Stress signaling pathways that impair prefrontal cortex structure and function.’ ตีพิม์ใน Nature Reviews Neuroscience https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19455173

รวมทั้ง “ใครไม่อยากอ่านงานเขียนทางแพทย์ยาวๆ (แต่สนุกมากอ่านเถอะ) หรืออ่านเป็นพื้นความรู้ก่อน อาจอ่านได้จากบทความในหนังสือพิมพ์ที่เขียนโดยแพทย์จิตเวชเกี่ยวกับเรื่องนี้ https://www.washingtonpost.com/…/why-many-rape-victims-do…/…

มาให้คำตอบว่า “ปกติเมื่อเราเผชิญกับภยันตรายร่างกายเราจะสั่งให้เราเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมที่จะสู้ หรือหนี (fight or flight) ดวงตาเปิดกว้าง ลูกตาดำกรอกด้วยความเร็ว ได้ยินเสียงทุกอย่างอย่างชัดเจน

แต่ถ้าภยันตรายนั้นเป็นภยันตรายที่หนีไม่พ้น และรู้ว่าสู้ไม่สำเร็จ (สมองเราคำนวณความเป็นไปได้เร็วมากว่าจะชนะหรือแพ้ และการคำนวณนี้อยู่เหนือการควบคุมของเรา) และภยันตรายนั้นกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง

ซึ่งการคุกคามทางเพศโดยเฉพาะการข่มขืนเป็นภยันตรายที่อยู่ในกลุ่มนี้

สมองจะสั่งการให้เราอยู่เฉยๆ แล้วการสั่งการนี้ไม่ใช่การแนะนำของสมองต่อร่างกายนะครับ แต่เป็นการที่สมองยึดครองร่างกายไปจากเรา เพราะตอนนั้นสมองส่วนใช้เหตุผล (prefrontal cortex) จะถูกทำให้ใช้การไม่ได้ เราจะอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถสั่งการให้ร่างกายขยับได้ตามใจ (เหมือนกวางที่ถูกเสือจ้อง)

ปฏิกิริยาโดยธรรมชาติของร่างกายเมื่ออยู่ในสภาวะสิ้นหวังเช่นนั้นก็คือ จากตาที่เปิดกว้างในตอนแรกแต่ตอนนี้เราจะปิดตาลง ตัวสั่นเทา อุณหภูมิร่างกายลดลง ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด หมดเรี่ยวแรง

และในกรณีที่รุนแรงคือเราไม่รู้สึกถึงตัวตนหรือแยกตัวตนออกจากร่างกายที่ถูกกระทำ เราเรียกปฏิกิริยาทั้งหมดนี้ว่า ‘tonic immobility’

เขาอธิบายด้วยว่า “เราสามารถเอาชนะปฏิกิริยาธรรมชาติพวกนี้ ด้วยการฝึกฝนให้ร่างกายเราคุ้นเคยกับสภาวะหวาดกลัวและสิ้นหวังนั้น เหมือนทหารที่ทำให้คุ้นเคยกับเสียงดงกระสุน” ซึ่งโดยทั่วไปหญิงที่ถูกจู่โจมทางเพศย่อมไม่ได้ฝึกฝนมาก่อน

เว้นแต่กรณีภรรยาถูกสามีข่มขืนเป็นประจำ แต่นั้นก็อาจอธิบายได้ว่าทำไมภรรยาถึงกล้าตอบโต้สามีมากกว่าผู้หญิงถูกคนแปลกหน้าจู่โจม เพราะภรรยา อาจ ไม่ได้หวาดกลัวสามี หรือคุ้นชินกับความหวาดกลัวนั้น เหมือนทหารที่ถูกฝึกฝน

รณกรณ์ ผู้เขียนยังได้ฝากความหวังไปยังเพื่อนนักกฎหมาย ที่เป็นผู้พิพากษา หรือจะเป็น “เมื่อเจอคดีว่าผู้หญิงไม่ร้อง ไม่หนี ไม่ดิ้น จะเข้าใจปฏิกิริยาทางธรรมชาติของร่างกายได้ดีขึ้น

และไม่ตัดสินคดีตามจินตนาการว่าการที่ไม่ร้อง ไม่หนี ไม่ดิ้น แปลว่ายอม ซึ่งนั่นไม่เพียงเป็นการทำลายชีวิตคนที่ถูกทำลายมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ยังเป็นการส่งต่อความเชื่อผิดๆ ให้กับคนรุ่นต่อไปด้วยครับ

อยากสิเห็นรถไฟจักครา ว่าหน้าตามันสิเป็นจั๋งใด :สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี

ฟื้นฝอยกันหน่อย เรื่องรถไฟความเลวปานกลาง (อุ๊ยสะกดผิด เร็วน่ะ) ที่ คสช. จำเป็นต้องดันทุรังสร้างให้ได้ เห็นว่าจะหาเงินเอง สงสัยส่วนหนึ่งจะได้มาจากเงินบัญชีฝากของยิ่งลักษณ์มั้ง (ดู โพสต์ข้างล่างก่อนหน้านี่)


อยากสิเห็นรถไฟจักครา
ว่าหน้าตามันสิเป็นจั๋งใด

มันคือคนหรือมีเขาอย่างควาย >>> จ้า จะทิงจา ได้กล่าวไว้

"ที่บอกว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากโครงการรถไฟ เพราะตามปกติ รถไฟความเร็วสูง ทั่วโลกจะไม่ใช้ในการขนส่งสินค้า แต่ต้องเข้าใจว่าโครงการนี้ของไทย คือ กรุงเทพฯ-หนองคาย, หนองคาย-เวียงจันทน์, เวียงจันทน์-คุนหมิง ตามที่จีนเขาวางแผนไว้ คือว่า

คุนหมิงมาถึงชายแดนลาว บ่อเต้น บ่อหาน จะเป็นทางคู่มาตรฐาน ซึ่งการขนส่งสินค้าจากจีนเข้ามาจะใช้เส้นทางนี้ แต่ความเร็วต่างกัน ความเร็วในจีนสูงสุดก็จะเป็น 250 กรณีที่เป็นความเร็วสูง แต่ถ้าเป็นรถสินค้าความเร็วจะต่ำลงมาเหลือประมาณ 160 พอข้ามแดนลาวมานี่ความเร็วสูงจาก 250 ก็จะลดลงมาเหลือ 180 สำหรับขบวนผู้โดยสาร ส่วนขบวนสินค้าก็จะอยู่ประมาณ 160 ก็จะใช้ทางรถไฟ 1.435

ขณะที่ของไทยในจุดที่จะเชื่อมเวียงจันทน์จะใช้ขนคนอย่างเดียว ส่วนในการขนส่งสินค้าก็จะเปลี่ยนถ่ายมาสู่ระบบรถไฟทางคู่ เส้นทางหนองคาย-มาบตาพุด ระยะทาง 737 กม. ซึ่งรัฐบาลได้มีแผนลงทุนในโครงการนี้ไว้แล้ว-- อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวไว้ใน ผู้จัดการ Online’ Special Scoop 21 กค. 2560

ท่านพูดไม่ค่อยเป็นระบบเข้าใจยาก เอาง่ายๆ รถไฟจีนความเร็วสูงวิ่งมาหยุดที่บ่อหาน ส่วนจากบ่อเต้นนั้นรถไฟลาวเป็นความเร็วปานกลางถึงเวียงจันทน์ พอข้ามโขงมาถึงเมืองไทยเป็นรถไฟโบราณ ถึงจะสร้างทางคู่ก็ยังเป็นแบบโบราณ (โปรดอย่าถามถึงความเร็วของมัน) ส่วนรถไฟความเร็วสูงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

อย่างไรก็ตาม คำพูดของรัฐมนตรีที่ยกมาข้างต้นทำลาย วิสัยทัศน์ อันเบลอๆ ของรัฐบาลคสช.ไปจนสิ้น เรื่องรถไฟความเร็วสูงนั้นอยากจะบอกว่ามีเงินก็สร้างไปเถอะ แต่อย่าเพ้อเจ้อเรื่องประโยชน์ของมันและการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคจนเกินความเป็นจริงไป เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

1 รถไฟความเร็วสูงขบวนนี้ของไทยที่สร้างโดยจีน จะไม่สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงขบวนอื่นใดทั้งสิ้น ความฝันเหมือนชาวยุโรปที่จะนั่งรถไฟความเร็วสูง สิงคโปร์-กรุงเทพฯ-เวียงจันทน์-คุณหมิง เป็นฝันที่ไม่น่าจะเป็นจริงในชั่วอายุของเรา เอาแค่ระยะสั้นนี้ก็ยังข้ามแม่น้ำโขงไม่ได้ ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่จะสร้างข้ามแม่น้ำโขง ผู้โดยสารยังคงต้องหอบกระเป๋าต่อรถอย่างทุลักทุเลไปอีกนาน ถ้าเป็นเช่นนั้นแนะนำให้ไปรถยนต์จะฟินกว่ากันเยอะ ถ้ารีบและต้องการความสะดวกสบายก็ไปเครื่องบินค่าใช้จ่ายคงพอๆกัน

2 รถไฟความเร็วสูงสายแรกที่จะสร้างกรุงเทพฯ-โคราช เอาไว้นั่งเที่ยวได้อย่างเดียว ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลแบบบ้านอยู่โคราชแล้วนั่งรถไฟความเร็วสูงไปทำงานกรุงเทพฯ เหมือนคนเทียนจินนั่งรถไฟความเร็วสูงไปทำงานปักกิ่งแบบเช้าไปเย็นกลับ ด้วยว่าค่าเช่าบ้านในปักกิ่งแพงมาก ใช้บริการรถไฟก็คุ้ม

แต่สายโคราช-กรุงเทพฯ ตั๋วราคา 500 กว่าบาท ถ้านั่งไปกลับทุกวันเดือนหนึ่งปาเข้าไป 20,000 กว่าบาท มีเงินมากขนาดนี้ซื้อคอนโดในกรุงเทพฯเถอะ ท่านรัฐมนตรีว่ายังไงรัฐบาลก็ต้องอุดหนุนอยู่แล้ว ถุ้างั้นตั๋วเดือนไปกลับเดือนละ 5,000 บาทโอเคมั๊ย ถ้าทำได้อย่างนั้นก็จะลดความแอดอัดในเมืองหลวงได้ โครงการนี้ก็น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง แต่จะไปเอาเงินที่ไหนมาอุดหนุนก็คิดเอาเอง รวมทั้งต้องตอบคำถามให้ได้ว่ามันเป็นธรรมกับประชาชนที่รถไฟขบวนนี้ไม่ผ่านหรือไม่

3 รถไฟความเร็วสูงขบวนนี้ไม่รับขนสินค้า บ้านอยู่ศรีสะเกษปลูกทุเรียนส่งเมืองจีน ถ้าไม่อยากขนใส่รถปิ๊กอัพไปลงเรือที่เชียงของ (ไปหนองคายใกล้กว่าก็จริง แต่ไม่มีเรือลงมาถึง เพราะติดแก่งแถวคอนผีหลวง) แล้วอยากใช้รถไฟมาก (เพราะเชื่อว่าราคาถูก) ก็ไปส่งขึ้นรถไฟโบราณของไทยที่อำเภอกันทรรมย์ มันก็จะวิ่งไปโคราชใช้เวลา 1 วันเต็ม เพื่อลากต่อไปหนองคาย แล้วก็ยกตู้นั้นลงที่ท่านาแล้งอีก 1 วันเต็ม (เร็วผิดปกติเพราะต่อไปเป็นทางคู่แล้ว) เพื่อไปขึ้นรถไฟลาวต่อไปบ่อเต้นด้วยความเร็วปานกลางก็อีก 1 วันเช่นกัน 

เพราะแม้ว่ารถไฟลาวจะวิ่งเร็วกว่ารถไฟไทยนิดหน่อย แต่วันหนึ่งอาจจะวิ่งแค่เที่ยวสองเที่ยว รวมแล้วถึงเมืองจีนก็พอดีทุเรียนสุก แต่ถ้าสินค้าที่เน่าเสียเร็วเช่นผัก ก็ส่งขึ้นเครื่องบินไปดีกว่า เพราะยิ่งลักษณ์คงไม่ได้กลับมาเป็นนายกสร้างรถไฟความเร็วสูงขนผักให้อีกแล้วในชาตินี้

4 หยุดเพ้อเจ้อเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีเสียที ลงว่าได้ใช้มาตรา 44 ให้วิศวกรและสถาปนิกจีนมาทำงานได้นี่ ก็จบกันแล้ว อย่างมากที่สุดที่คนไทยจะได้ประโยชน์ (ในแง่เทคโนโลยี่) คือ ขับรถไฟความเร็วสูงเป็น ซึ่งก็คงมีไม่กี่คน แต่จะถึงขั้นว่าพัฒนาและสร้างรถไฟความเร็วสูงจนส่งออกแบบจีนได้หรือไม่ ดูจากแนวทางของรัฐบาลนี้ เห็นว่า เพ้อฝัน อย่างยิ่ง หยุดพูดจะดีกว่า ไม่มีใครว่าโง่ด้วย

5 การขนส่งระบบรางนั้นอาจจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของการขนส่งถูกก็จริง แต่อย่าลืมว่ามันลงทุนสูงและไม่ได้สะดวกสำหรับทุกที่ มันอาจจะตอบโจทย์สำหรับการขนส่งสินค้า แต่สำหรับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 ไม่ค่อยตอบโจทย์ผู้โดยสาร เพราะมันเร็วไม่เท่าเครื่องบิน แต่ราคาพอๆ กัน และมันไม่ได้ไปถึงทุกที่ที่มนุษย์อยากจะไปถ้าเปรียบเทียบกับรถยนต์

ทั้งนี้ไม่นับว่าคนไทยปัจจุบันนั้นถือว่ารถยนต์เป็นอะไรที่บ่งบอก ความเป็นคุณ ไม่ใช่แค่ยวดยานพาหนะธรรมดาๆ อีกต่อไป อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยได้รับการโอบอุ้มและพัฒนามามากเกินว่าจะเอารถไฟมาแข่งได้แล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องขาดทุนชั่วฟ้าดินสลาย เผลอๆ เอาที่ดินของการรถไฟให้นายกปลูกหมามุ่ยขายดาวอังคารยังจะเวิร์กกว่า

ผมฝันอยากนั่งรถไฟฟ้าไปทำงานมานาน แต่พอสายสีม่วงสร้างเสร็จผมก็เห่อนั่งอยู่ได้ 2-3 วันก็พบกับความจริงที่ว่า ค่าใช้จ่ายมากกว่าและใช้เวลานานกว่าขับอีซูซุดีแม๊กซ์ ในที่สุดต้องยอมทิ้งรถไฟในฝันให้มันขาดทุนต่อไป

ปล. ผมเป็นชาวโคราช ฝันว่าอยากจะนั่งรถไฟความเร็วสูงไปทำงานในกรุงเทพฯ แบบเช้าไปเย็นกลับเหมือนกันนะครับ สร้างเถอะ บางทีโครงการนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผมซื้อลัมโบกินีสักคัน เพราะมันวิ่งไปเร็วพอๆ กับรถไฟความเร็วสูงของท่านเลยอ่ะ

อ้อ อย่ากลัวว่าผมจะไม่มีถนนวิ่ง เพราะดูท่ามอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช คงเสร็จก่อนรถไฟความเร็วสูง

Panuda Da เห็นในประชาชาติบอก เราต้องรื้อย้ายท่อก๊าซและท่อน้ำมันปตท. ที่ขวางตอม่อหมื่นกว่าล้าน กฟผ. ต้องขยับแนวสายไฟให้สูงพ้นแนวอีกหลายพันล้าน รู้สึกเหมือนคนโง่ๆ

Supalak Ganjanakhundee ทำไงได้ ญี่ปุ่นพัฒนารถไฟความเร็วสูงมากว่า 50 ปีแล้ว แต่เราเพิ่งคิดจะมีเมื่อเร็วๆ นี้ พอดีว่าวางท่อ วางสาย กันไว้นานแล้ว ก็ต้องรื้อสิ