วันพุธ, กันยายน 20, 2560

19 กันยา 60 กับ จักรภพ เพ็ญแข





19 กันยา 60 กับ จักรภพ เพ็ญแข

วันนี้เมื่อ พ.ศ. 2549 มีคนสั่งให้ทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา เพราะคนสั่งหมดปัญญาที่จะกำจัดรัฐบาลที่ประชาชนทั้งรักและศรัทธา และกำลังหยั่งรากลึกลงทุกทีในประเทศที่เรียกกันว่าราชอาณาจักร

หลังจากที่เรียกไปบอกตรงๆ เมื่อตอนต้นปีว่าให้สละอำนาจ ตามมาด้วยการดวลดาบกันด้วยการยุบสภา 24 กุมภาพันธ์และการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน ซึ่งช่วยตอกย้ำยืนยันว่า รัฐบาลของพรรคไทยรักไทยและนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นที่นิยมรักใคร่อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ เขาก็เดินเกมต่อด้วยการประกาศให้การเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ หันไปเล่นงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางอย่างกรรมการการเลือกตั้งสามคนจนถึงขั้นติดคุก เร่งอารมณ์ของตัวแทนเศรษฐีเก่าและเงินเก่าในนามกลุ่มพันธมิตรฯ ให้หนักข้อรุนแรงยิ่งขึ้น สุดท้ายก็ล้มเหลวหมดทุกท่า จนคอตก ไม่มีทางจะทำความชั่วในทางการเมืองแบบซ่อนมือตัวเองและโยนบาปให้คนอื่นได้อีกต่อไป จึงเรียกกลุ่มมาเฟียที่อุตส่าห์สร้างสมมานานหลายปี ภายใต้การควบคุมของหลงจู๊โรคจิต ให้มารับคำสั่งโดยตรงจากตัวเองในตอนกลางดึก บอกให้ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจเสียในคืนนั้น และเริ่มโศกนาฏกรรมรอบใหม่ของราชอาณาจักรไทยที่ยืดเยื้อยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นการเล่าเรื่องเก่าซ้ำใหม่ แต่ก็ต้องเล่าย้ำซ้ำทวนเพื่อตราไว้ให้ชัดเจนว่า ใครคือต้นเหตุแห่งวิบากกรรมไทย ถึงตัวผู้ก่อกรรมจะอยู่หรือไม่ก็ตาม กรรมนั้นก็ยังอยู่ ใครที่ช่วยเหลือในการปกปิดกรรมนั้นและลากกรรมนั้นให้ยาวนานต่อมาโดยไม่มีสำนึกผิดบาป คณะนั้นๆ หรือคนนั้นๆ ก็คือทายาทแห่งกรรมชั่ว ที่จะต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายเจ้าของประเทศคือพลเมืองไทยต่อไป ครอบครัวใดหรือบุคคลใดในขบวนการประชาชนจะถอย ก็ถอยไป แต่ขบวนการนึ้ไม่มีถอย มีแต่จะแรงกล้าขึ้นทุกที

นี่คือความสำคัญของ 19 กันยายนของทุกปีจากนี้ไป.

ด้วยความความคารวะต่อมวลชน

จักรภพ เพ็ญแข
19 กันยายน 2560
นอกราชอาณาจักรไทย

ที่มา FB
จักรภพ เพ็ญแข - Jakrapob Penkair


วันนี้ครบรอบ 11 ปีของการยึดอำนาจโดย คมช. Watana Muangsook "กลับมาแล้วครับ"





"กลับมาแล้วครับ"

ผมหายไปหลายวันเนื่องจากต้องเสียเวลาทำคำให้การแก้คดี กรณีผมโพสต์ให้กำลังใจนายกยิ่งลักษณ์แต่ถูก คสช. กล่าวหาว่าก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร ผมเลยได้รับรางวัลที่ไม่เคยอยากได้คือศิลปินเสรีภาพที่เจอข้อหามากที่สุดในยุค คสช. ความยากคือการหาเหตุผลมาแก้ข้อกล่าวหาที่ไม่มีเหตุผล

วันนี้ครบรอบ 11 ปีของการยึดอำนาจโดย คมช. ผลพวงของการยึดอำนาจครั้งนั้นยังไม่ทันจางหายก็เกิดการยึดอำนาจโดย คสช. อีกครั้ง ความดีเพียงอย่างเดียวของ คสช. คือทำให้คนไทยได้รับรู้ว่าการยึดอำนาจไม่ใช่ทางแก้ปัญหาแต่กลับสร้างปัญหาอย่างไม่รู้จบ ที่สำคัญคือการทำลายหลักนิติธรรมอันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย การปราบโกงที่เป็นข้ออ้างของการยึดอำนาจเป็นเพียงวาทกรรมและเลือกปฏิบัติ หากเป็นคนอื่นที่ถูกกล่าวหาหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตจะถูกหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจพิเศษสั่งพักงาน เช่น อดีตผู้ว่า กทม. และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแทบจะทั่วประเทศ เป็นต้น แต่หากเป็นการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับคนในกองทัพ เช่น การจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT 200 หรือการทุจริตการรับงานขุดลอกคูคลองของ อผศ. หรือการจัดซื้อเรือเหาะ หรือล่าสุดการอนุมัติให้เอกชนใช้พื้นที่ป่าไม้ คนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตกลับนั่งประชุมร่วมกับหัวหน้า คสช. อย่างสุขสบายทุกสัปดาห์โดยคนที่นั่งหัวโต๊ะมองไม่เห็น ทั้งหมดคือธรรมชาติของเผด็จการทุกยุคที่ความจริงจะปรากฏออกมาเมื่อหมดอำนาจ นั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อำนาจยังไม่ถูกคืนให้กับประชาชน

วัฒนา เมืองสุข
สมาชิกพรรคเพื่อไทย
19 กันยายน 2560


Watana Muangsook


วันอังคาร, กันยายน 19, 2560

BBC Thai - 19 กันยา 2549: 11 ปีของ “รัฐประหารเสียของ”



AFP/GETTY IMAGE
ประชาชนจำนวนหนึ่งออกไปให้กำลังใจทหารที่เคลื่อนรถถังออกมาโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ปี 2549


19 กันยา 2549: 11 ปีของ “รัฐประหารเสียของ”


โดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

19 กันยายน 2017


19 ก.ย. 2549 ไม่เพียงเปลี่ยนชีวิต พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ไปตลอดกาล แต่ยังเป็นอดีตที่ตามหลอกหลอน พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหารที่ถูกตราหน้าว่า "ทำเสียของ"

ตลอดวันที่ 19 ก.ย. 2549 ข่าวลือเรื่องรัฐประหารมีอย่างหนาหู ในยามที่ทักษิณอยู่ในสหรัฐอเมริกาเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่แห่งสหประชาชาติ ทว่า กว่าเขาจะไหวตัวทัน และพยายามสกัดกั้น ก็สายเกินไป

ช่วงค่ำของวันที่ 19 ทักษิณอ่านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ จากนครนิวยอร์ก ออกคำสั่งปลดผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แล้วแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เข้าควบคุมสถานการณ์ แต่การสื่อสารของนายกฯ คนที่ 23 ผ่านสถานีโทรทัศนช่อง 9 ถูกตัดสัญญาณ ปฏิบัติการยื้ออำนาจข้ามทวีปของเขา จึงหยุดลง

22.54 น. สถานีโทรทัศน์ทุกช่องขึ้นประกาศของ "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (คปค.) มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หรือ "บิ๊กบัง" ผบ.ทบ.คนนั้น เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร (ต่อมา คปค. แปรสภาพเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือคมช.)



ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลและคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สนธิกับสื่อหลายสำนัก โดยข้อ 1, 7 มาจากคอลัมน์ "ลึกแต่ไม่ลับ" โดยจรัญ พงษ์จีน ในมติชนสุดสัปดาห์ 24 พ.ย. 2549 ข้อ 2, 3 มาจากหนังสือ "ลับ ลวง พราง" โดยวาสนา นาน่วม และบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ลงเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ 26 ต.ค. 2549 ข้อ 4 จากหนังสือ "ลับ ลวง พราง" และข้อ 5 จากบทสัมภาษณ์ของกรุงเทพธุรกิจ


คำสัญญา ที่กลายเป็น "รัฐประหารเสียของ"

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังการยึดอำนาจครั้งแรกในรอบ 15 ปี ประชาชนบางส่วนออกไปถ่ายรูปกับรถถัง-มอบดอกไม้ให้ทหาร จนสื่อต่างประเทศอดประหลาดใจไม่ได้กับ "รัฐประหารแบบไทยไทย"


AFP/GETTY IMAGES


ขณะที่นายพลผู้กลายเป็น "องค์อธิปัตย์" นำทีม ผบ.เหล่าทัพอ่านแถลงการณ์ คปค. ย้ำ 4 เหตุผลในการยึดอำนาจ ก่อนเชิญคณะทูตานุทูตมาพบเพื่อชี้แจงสถานการณ์ และตั้งโต๊ะตอบคำถามสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศกว่า 400 ชีวิต

"ขอเวลาทำภาระหน้าที่ตรงนี้ 2 สัปดาห์ เพื่อให้มีนายกฯ และ ครม.ชุดใหม่มาบริหารราชการแผ่นดินต่อไป" พล.อ.สนธิให้คำมั่น

เขายืนยันว่าไม่ต้องการครองอำนาจบริหารประเทศ และประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนภายใน 1 ปี

ไม่กี่วันต่อมา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี คือคนที่ พล.อ.สนธิเลือกให้ครองอำนาจแทนในฐานะนายกฯ คนที่ 24 (1 ต.ค. 2549-29 ม.ค. 2551) ด้วยความคิดว่า "ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนทั้งโลกที่กำลังมุ่งสู่ความเป็นประชาธิปไตย"



AFP/GETTY IMAGES
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (คนกลาง) ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับ ครม. ซึ่งหัวหน้า คมช.เปรียบเปรยว่าเป็น "คอหอยกับลูกกระเดือก" แต่ต่อมาเกิดความเห็นไม่ลงรอยหลายครั้ง จนกลายเป็น "คอหอยขัดลูกกระเดือก"


ทว่า หัวหน้าคณะรัฐประหารไม่สามารถสั่งการนายกฯ ได้ เพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ผู้เป็น "นายเก่า" ของอดีตนายทหารรบพิเศษ แข็งกว่าที่เขาคิด

ภายหลังเกษียณอายุราชการ พล.อ.สนธิยังกลายเป็นลูกน้องของพล.อ.สุรยุทธอีกครั้ง โดยตัดสินใจทิ้งเก้าอี้ประธาน คมช. (30 ก.ย. 2550) เข้าร่วมคณะรัฐมนตรีในฐานะรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง แล้วให้ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข รองประธาน คมช. รักษาการประธานแทน

เมื่อเห็นเก้าอี้ครม. สำคัญกว่าสัญญาประชาชน หลายเรื่องที่ควรจัดการจึงไม่ถูกจัดการ และนำมาสู่ข้อครหาเรื่อง "รัฐประหารเสียของ"

นี่กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึด-กุมอำนาจไว้เองมากว่า 3 ปี 4 เดือนแล้ว

เหมือนชนะ แต่ไม่ชนะ

ข้อแตกต่างระหว่าง คมช. ของ พล.อ.สนธิ กับ คสช. ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือ พล.อ.สนธิรักษาสัญญาเรื่องระยะเวลาการคืนอำนาจให้ประชาชนใน 1 ปีไว้ได้ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ขยับหมุดหมายวันคืนอำนาจให้ประชาชนออกไปหลายครั้ง



AFP/GETTY IMAGES
พรรคพลังประชาชนรณรงค์ "โหวตโน" ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ในชั้นประชามติ แต่ไม่อาจฝ่ากระแส "รับไปก่อน แก้ทีหลัง" และ "โหวตเยสเพื่อให้มีเลือกตั้ง"


คมช.ผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ผ่านการออกเสียงประชามติเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยคะแนนรับรอง 14 ล้านเสียง ต่อ 10 ล้านเสียงที่ไม่รับรอง ฝากมรดกคณะรัฐประหารผ่านรัฐธรรมนูญที่พวกเขาอ้างว่า สามารถสร้างกลไกสกัดกั้นการใช้อำนาจแบบ "เผด็จการรัฐสภา" เอาไว้ได้

"ความจริงประชาธิปไตยเกิดขึ้นตั้งแต่ 19 ก.ย. 2549 แล้ว หลังจากนี้การเมืองไทยจะเข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง" พล.อ.สนธิกล่าวหลังทราบผลประชามติ 19 ส.ค. 2550

ชัยชนะในยกนั้น ทำให้ พล.อ.สนธิถูกจับตามองว่าจะแปรผลโหวตประชามติ เป็นแต้มต่อทางการเมืองหรือไม่อย่างไร? จะลงเล่นการเมืองหรือไม่?


GETTY IMAGES
พล.อ.สนธิบอกว่าต้องส่งเทียบเชิญถึง 2 ครั้ง ก่อนที่ พล.อ.สุรยุทธ์จะตอบรับเป็นนายกฯ คนที่ 24


ทว่าในความคิดของ พล.อ.สุรยุทธ์ไม่เชื่อว่า พล.อ.สนธิจะสืบทอดอำนาจได้ "ในประวัติศาสตร์ของไทยจะเห็นว่าประชาชนเป็นผู้ตัดสินจริงๆ ว่าจะอยู่ได้หรือไม่ได้"

ถือเป็นคำเตือนจากผู้เป็น "นาย" และ "พี่" ที่ไม่คาดว่าประธาน คมช. จะกระโจนลงสู่ปลักโคลนการเมืองหลังจากนั้น

ชัยชนะอยู่ในมือ คมช.เพียง 4 เดือนเท่านั้น เพราะทันทีที่มีการเลือกตั้งภายใต้กติกาฉบับปี 2550 "พรรคทักษิณ" ที่อยู่ในชื่อพรรคพลังประชาชนก็กำชัยชนะในการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2550

สิ่งที่เคยคิดว่า "ชนะ" จึงกลับกลายเป็น "พ่ายแพ้"


AFP/GETTY IMAGES
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข รักษาการประธาน คมช. (คนขวา) ระบุในวันแถลงยุติหน้าที่ คมช. ว่า "ไม่ได้คิดว่าเราแพ้ เพราะเราไม่ได้ไปต่อสู้หรือแข่งขันใดๆ เพียงแต่เราต้องการจัดระบอบ"


"เราพยายามทำในสิ่งที่ดีที่สุด แต่มันทำได้ไม่ 100 เปอร์เซนต์ตามที่ใจมุ่งหวัง สิ่งเหล่านี้จะไปเรียกร้องหรือไปตำหนิใครไม่ได้ หากจะตำหนิ ขอตำหนิตัวเองที่ไม่สามารถทำได้" พล.อ.อ.ชลิตนำทีมแถลงยุติบทบาท คมช. เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2551 ต้องส่งไม้ต่ออำนาจให้กับเครือข่ายรัฐบาลที่พวกเขาโค่นอำนาจมากับมือ

ทหารเก่า "ตาย" ในสภา

พล.อ.สนธิประกาศหลายกรรมหลายวาระว่า "ไม่สนใจการเมือง" และ "ไม่เป็นนายกฯ" แต่ความรู้ในหมู่นักการเมืองรายใหญ่ "บิ๊กทหาร คมช." คือผู้สนับสนุนหลักพรรคเพื่อแผ่นดินในการเลือกตั้งปี 2550

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ระบุในหนังสือ "ลับ ลวง พราง ภาคสอง ซ่อนรูปปฏิวัติ หักเหลี่ยมโหด" ของ น.ส.วาสนา นาน่วม ว่า "พล.อ.สนธิตั้งเป้าให้พรรคเพื่อแผ่นดินร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเป็นแกนนำ ซึ่ง พล.อ.สนธิจะเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ควบ รมว.กลาโหม"


AFP/GETTY IMAGE
พล.อ.สนธิช่วยลูกพรรคมาตุภูมิหาเสียงเลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554 ที่ตลาดกลางเมืองนราธิวาส


อย่างไรก็ตาม พล.อ.สนธิไม่ได้เปิดหน้า-เปิดตัวลงสนามเลือกตั้งปี 2550 ในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่มาเปิดชื่อในฐานะหัวหน้าพรรคมาตุภูมิในปี 2552 โดยมีอดีต ส.ส.ที่แตกออกจากพรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วนให้การสนับสนุน ตั้งเป้าทำพรรค ส.ส.มุสลิมชายแดนภาคใต้

พล.อ.สนธิประกาศขอ "เป็นมิตรกับทุกพรรค" พร้อมปฏิเสธเสียงวิจารณ์ภาพลักษณ์นายพลผู้ฉีกรัฐธรรมนูญ

"แล้วผมทำเพื่ออะไรล่ะ เราไปเรียกปฏิวัติ แต่ผมเรียกปฏิรูป หรือ reform คือการปฏิรูปสิ่งที่ไม่ดีให้เป็นสิ่งที่ดี พัฒนาสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยให้เป็นประชาธิปไตย"

อดีตนายพล คมช.ลงสนามเลือกตั้งปี 2554 ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แม้พรรคมาตุภูมิได้ ส.ส.เพียง 3 คน แต่คะแนนจากลูกพรรคก็ช่วยหิ้วหัวหน้าให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้สำเร็จ

ในวันที่เข้าไปเป็น "นักการเมืองเต็มขั้น" พล.อ.สนธิพลิกบทบาทจาก "คู่ขัดแย้ง" ไปเป็น "คู่หู" ของพรรค-พวกที่เขาเคยยึดอำนาจ ด้วยการนั่งเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร โดยมีวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย รับหน้าที่ "โปรโมเตอร์ปรองดอง"

"มันเป็นโอกาสของท่านที่อาจจะได้เป็นฮีโร่อีกครั้ง ท่านเคยเป็นฮีโร่มาแล้วครั้งหนึ่งตอนปฏิวัติ มีคนเอาดอกไม้ไปให้เพราะคิดว่าท่านได้แก้ปัญหาของบ้านเมือง แต่เมื่อไม่ได้แก้ ผมถือว่าท่านใช้ได้ การที่คนทำผิดแล้วขอโทษ แล้วหาทางออกทางใหม่" วัฒนากล่าวกับเว็บไซต์ไทยพับลิก้า (2554)

อย่างไรก็ตามสารพัดวาระปรองดองฉบับพรรคเพื่อไทย ถูกบิดไปเป็น "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง" ซึ่งนำไปสู่การชุมนุมต่อต้านของ "มวลมหาประชาชน" ก่อนปิดฉากด้วยการยึดอำนาจ 22 พ.ค. 2557 โดย คสช.


AFP/GETTY IMAGES
หัวหน้า คสช.ประกาศโรดแมป "คืนประชาธิปไตย" ไว้ 3 ขั้นตอน แต่ถึงขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่ายังไม่สามารถระบุวัน-เวลาที่แน่ชัดในการเลือกตั้งได้


ในวันที่ไม่มีหัวโขนใดๆ ไม่รู้อนาคตพรรคการเมืองที่ปลุกปั้นทำมา พล.อ.สนธิพบสัจธรรมการเมือง "วันหนึ่ง เขารักเราได้ อีกวัน เขาก็ไม่ได้ชอบเราได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผลประโยชน์"

สิ่งที่ทำได้คือรอดูทิศทางลม ก่อนคิดอ่าน-ทำการใหม่

สิ่งที่เขาฝากบอกถึงนายพลรุ่นน้องที่อาจรอแต่งตัวเป็น "นายกฯ รับเชิญ" ภายใต้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่เอื้อให้ทำได้คือ "เข้าไปแล้วมันไม่ง่ายอย่างที่คิด ไม่ใช่สั่งทหาร"


@THAKSINLIVE/TWITTERคำบรรยายภาพทักษิณทวีตข้อความ หวังคนไทยจะไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีก่อน


นี่คือประสบการณ์ตรงของนายพลที่ยังอยู่ในวังวน 19 ก.ย. แม้ผ่านมา 11 ปี แม้มีรัฐประหารรอบใหม่ แต่ไม่อาจล้างประวัติศาสตร์ "รัฐประหารปราสาททราย" ไปได้!!!


ย้อนอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารกับจุดจบ
สามปีรัฐประหาร : สื่อต่างชาติมองไทยอย่างไรบ้าง?


11ปี รัฐประหาร 2549! ประชาชนรวมตัว หวังยุติวงจรอุบาทว์! คมข่าวค่ำ 19 กย 2560





https://www.youtube.com/watch?v=GN9LNnZjeTY

ล่าสุด! 11ปี รัฐประหาร 2549! ประชาชนรวมตัว หวังยุติวงจรอุบาทว์! คมข่าวค่ำ 19 กย 2560


Started streaming 42 minutes ago

คลิปเสวนา "ระบอบรัฐประหาร" จุฬาฯ 19 กย 2560 - พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, สุรชาติ บำรุงสุข





https://www.youtube.com/watch?v=EDixGuXJEzE

Live! สดๆๆ!! พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, สุรชาติ บำรุงสุข เสวนา "ระบอบรัฐประหาร" จุฬาฯ 19 กย 2560

bamboo network
Streamed live 7 hours ago

ประชาไทขอเชิญร่วมชมถ่ายทอดสด วงเสวนาวิชาการ หัวข้อ "อย่าให้เสียของ ประชาธิปไตย 99%และประชารัฐ ในระบอบรัฐประหาร 2557" โดยผศ.ดร. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และ ศ.ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ร่วมวงเสวนา ณ ห้อง 107 ตึก 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รำลึก 11 ปี รัฐประหาร 2549 หยุดวงจรอุบาทว์ แม้เรากลับไปแก้ วันวาน ไม่ได้ แต่เราทำ พรุ่งนี้ ให้ดีได้



https://www.facebook.com/bow.nuttaa/videos/10155080382010819/

จ่านิว #หยุดวงจรอุบาทว์
ครบรอบ 11 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย.

...

ล่าสุดๆ!! นายแน่มาก! คารวะ จ่านิว บุกรำลึก 11 ปี รัฐประหาร 2549 สกายวอล์ค หอศิลป์ กทม. 19 กย 2560



https://www.youtube.com/watch?v=MwYFd5Qk8AA&feature=youtu.be

bamboo network

Streamed live 4 hours ago
...




วันนี้ วันครบรอบการก่อรัฐประหาร 19 กันยา และเป็นต้นเรื่อง ของการนำพาการเมืองไทยย้อนคืนสู่ระบอบทหารและเครือข่ายอำนาจโบราณเป็นใหญ่
จนมาตอกย้ำ ด้วย การยึดครองอำนาจของกลุ่มทหารและเครือข่ายอำนาจโบราณให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกครั้ง ในการรัฐประหารของ ประยุทธ์และพวก เมื่อ3 ปีที่แล้ว

การรัฐประหารทั้งสองครั้งในรอบ 11ปี ที่ผ่านมา
ไม่แตกต่างในเรื่อง หลักๆเลย

ปี49มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาชน
ปี 57 มีกปปส.
ปี 49 มี นายสนธิ และพวก
ปี 57 มีนาย สุเทพและทีมงาน จากประชาธิปัตย์
พันธมิตร มีการยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน
กปปส. มีปิด กรุงเทพ
ทั้งสองครั้ง ทหารอ้างว่า ต้องเข้ามาเพราะคนไทยกำลังจะตีกัน
ทั้งสองครั้ง ได้รับการสนับสนุน เห็นชอบจากสถาบันหลักสำคัญๆเช่น สถาบันตุลาการและอื่นๆ

หากเขียนเป็นบทละคร เรียกได้ว่า สองครั้งของการรัฐประหาร มีการพล้อตเนื้อเรื่อง แบบเดียวกัน คือ ระดมประชาชนมาร่วมเคลื่อนไหว สร้างความตื่นตัว จนถึงจุดหนึ่ง ก็สร้างสถานการณ์จนทำให้ทุกอย่างดูเหมือนว่าถึงทางตัน และเป็นเหตุ อันควร ให้ทหารออกมา

การรัฐประหาร คงอยู่คู่กับการเมืองไทยไปอีกนานตราบใดที่คนในสังคม ส่วนใหญ่ ไม่อดทนกับการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา เรียนรู้และค่อยๆแก้ปัญหาตามระบอบ

การรัฐประหาร คงอยู่คู่กับการเมืองไทยไปอีกนาน
ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ ยังเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ
คิดด้านเดียวว่า เป็นเพราะนักการเมืองมันเลว มันโกง ตราบใดที่ เห็นว่า มีแต่ อำนาจพิเศษเท่านั้น ที่จะมาแก้ปัญหาให้ และประชาชนยอมเข้าร่วมกระบวนการเคลื่อนไหวในเบื้องต้น เพื่อที่สุด เพื่อนำไปสู่การสร้างเงื่อนไข ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อการรัฐประหาร

ถึงวันนี้ หากเป็นไปได้ อยากถาม คนที่เข้าร่วมกับทั้ง พันธมิตร ของสนธิ กับ กปปส ของ สุเทพ ว่า ยังเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองคิดและทำ เมื่อวันก่อนอยู่หรือไม่
หรือ ยอมรับถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ตนเอง ได้มีส่วนร่วม และส่งผลร้ายถึง ระบอบประชาธิปไตยของประเทศจนยากที่จะเห็นทางเดินต่อ และนำไปสู่ความตั้งใจ ที่หากมีโอกาสจะร่วมแก้ไข สิ่งผิดพลาดที่ทำมา

สังคมไทย คงเป็นอย่างที่ นายประยุทธ พูดวานนี้
ว่าเป็น "กบเลือกนาย"

เพราะ คนไทย ส่วนหนึ่งเลือก เองที่จะอยู่
อยู่กับ"นาย "อย่าง นายทหารคสช. นาย อย่างกลุ่มคนดีไม่กี่สิบคนที่มาเขียนแผนที่ชีวิต 20ปี ให้ ประเทศเดินตามแผน และ นาย อีกมากมายอันเป็นผลผลิตจากเครือข่ายอำนาจโบราณ

แต่ผมรู้ว่า ยังมีคนอย่างผมและอีกมากมาย ที่ตาสว่างจากเหตุการณ์ช่วง การรัฐประหารสองครั้งที่ผ่านมาแล้ว จึงบอกกับตนเองว่า ถึงจะอย่างไร ก็จะไม่ขอเป็น"กบเลือกนาย" แบบเดียวกับ กลุ่มคนที่เลือกและสนับสนุน ทหารให้ออกมา

หากมีโอกาสเลือก เราก็จะเลือก คนที่เห็นคนเท่ากับคน คนที่มีสติปัญญาคิดได้ และทำจริงเพื่อความสุขความอยู่ดีกินดีของทุกคน โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสในสังคม และคนที่จะนำ ระบอบประชาธิปไตย มาลงหลักปักฐาน ให้เกิดขึ้นจริง ในวันข้างหน้า

เสียดายโอกาสของประเทศที่สูญหายไป
ตั้งแต่ 19 กันยา 2549

แม้ เรากลับไปแก้ วันวาน ไม่ได้
แต่เราทำ พรุ่งนี้ ให้ดีได้

น.พ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล i

...



เป็นครั้งแรกและประวัติการณ์ ผู้ต้องหาคดีความผิด ม.๑๑๒ ประกาศไม่ยอมรับกระบวนการศาลไทย

เป็นครั้งแรกและประวัติการณ์ ผู้ต้องหาคดีความผิด ม.๑๑๒ ประกาศไม่ยอมรับกระบวนการศาลไทย “มันเป็นเรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย”

ทนาย ประเวศ ประภานุกูล ผู้ต้องหาหลายมาตรา รวม ๑๓ กรรม แจ้งเหตุผลไว้ในคำร้องแถลงการณ์ของเขาต่อศาล เมื่อถูกนำตัวไปเพื่อตรวจพยานหลักฐานต่อหน้าผู้พิพากษาศาลอาญา รัชดา เมื่อเช้าวันที่ ๑๘ กันยายน หลังจากที่อัยการยื่นฟ้องไว้เมื่อ ๒๑ กรกฎาคม ว่า

ในเมื่อคดีนี้ฟ้องร้องเขาฐานละเมิดต่อสถาบันกษัตริย์ แต่ “ศาลไทยประกาศตนว่ากระทำในพระปรมาภิไธยศาลจึงมีส่วนได้เสียในการพิจารณาคดี ทำให้ขาดความเป็นกลางและขาดความชอบธรรมในการพิจารณาคดี”

ทนายประเวศเป็นทนายในคดีสิทธิมนุษยชนและคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ที่รู้จักกันดี ซึ่งให้การช่วยเหลือว่าความให้กับผู้ต้องหาคดีเหล่านี้ แม้บ่อยครั้งไม่รับค่าจ้างค่าบริการ เมื่อผู้ต้องหาเป็นชาวบ้านที่อัตคัตและขาดความรอบรู้ในตัวบทกฎหมาย

เขาถูกทหารไปจับกุมตัวโดยไม่มีหมายจับ-หมายค้น ไม่แจ้งข้อหา เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๖๐ ถูกนำตัวไปควบคุมไว้พร้อมกับผู้ต้องหาอื่นอีก ๕ คน ในค่ายทหาร มทบ.๑๑ โดยผู้ต้องหาบางรายถูกปิดตา คลุมหัว จนกระทั่งวันที่ ๓ พฤษภาคม จึงมีการแจ้งข้อหาแล้วขออำนาจศาลฝากขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ถูกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ จากการนำข้อความเฟชบุ๊คของ Somsak Jeamteerasakul เกี่ยวกับหมุดคณะราษฎรที่หายไปมาทำซ้ำและแสดงความคิดเห็นเสริม

สำหรับทนายประเวศและผู้ต้องหาอีกหนึ่งนาย นามว่าดนัย (สงวนนามสกุล) โดนเพิ่มข้อหายุยงปั่นป่วน ตามมาตรา ๑๑๖ กับความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา ๑๔ ศาลปฏิเสธการปล่อยตัวชั่วคราว ๗ ผัด ต้องถูกจองจำมาตลอด ๕ เดือน

 
ในคำร้องของทนายประเวศซึ่งเขียนด้วยลายมือตนเองจากห้องขัง ระบุว่า “ขอประกาศไม่ยอมรับกระบวนการพิจารณาคดีนี้ของศาลไทย โดยศาลอาญา

และข้าพเจ้าจะไม่เข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีนี้ โดยไม่ให้การ ไม่แต่งทนายความเข้าดำเนินคดี ไม่ถามค้านพยานโจทก์ ไม่นำสืบพยานจำเลย ไม่ลงชื่อในเอกสารใดๆ ของศาล”

คำร้องฉบับที่สองของเขากล่าวถึงการที่ศาลไม่อนุญาตให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยข้ออ้างที่ว่าศาล “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว กรณีเป็นการกระทำที่ร้ายแรงต่อสถาบันกษัตริย์” นั้นเป็นการแสดงออกถึงความคิดเห็นของศาลอาญา ว่าเขาได้กระทำความผิดตามฟ้องไปแล้ว

“ทั้งที่ยังไม่ได้มีการสืบสวนหรือตัดสินว่าผิดจริงหรือไม่ เป็นการพิพากษาล่วงหน้าก่อนการฟ้องคดีด้วยซ้ำ”


ทนายประเวศกล่าวถึงการตัดสินใจไม่ยอมรับอำนาจศาลครั้งนี้ว่า “ผมเคยเขียนถึงวิธีต่อสู้คดี ๑๑๒ แบบนี้ในเฟสบุ๊คมาก่อนแล้ว แต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้ ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ก็เท่ากับที่พูดไปนั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ

ผมไม่ได้อยากอยู่ตรงนี้ แต่เมื่อต้องอยู่แล้วก็ต้องใช้โอกาสนี้ให้ถึงที่สุด เพราะโทษที่เยอะขนาดนี้ อายุผมก็เท่านี้คงได้ตายในคุก...

ที่คิดแบบนี้มันมาจากประสบการณ์ที่ทำคดีให้ดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และดูแนวทางของคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา ผมไม่มีความหวังเลยว่าจะสามารถต่อสู้คดีลักษณะนี้ได้เต็มที่และบนหลักการโดยแท้จริง”

สำนักข่าวประชาไทรายงานว่า มีผู้ไปเข้าฟังการพิจารณาคดีครั้งนี้ราวสิบกว่าคน ล้วนเป็นผุ้ใส่ใจต่อคดี ม.๑๑๒ เป็นพิเศษ เช่นตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชน นักข่าว ญาติใกล้ชิด เพื่อนสนิท รวมทั้งอดีตผู้ต้องหาคดีสิทธิมนุษยชนที่ทนายประเวศเคยอนุเคราะห์

ทนายน้อย อานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เขียนบนเฟชบุ๊คว่า “องค์กรตุลาการเป็นองค์กรเดียวที่ไม่ค่อยมีคนกล้าแตะต้อง นี่อาจจะเป็นอิฐก้อนแรกของการเปลี่ยนแปลงกระมัง ด้วยความเคารพทนายประเวศครับ”

ทนายอู๊ดวิบูลย์ บุญภัทรรักษา โพสต์บนหน้าเฟชบุ๊คของเขาเช่นกัน “เคารพการตัดสินใจ ทนายประเวศครับ” ขณะที่คดี ๑๑๒ ของลูกชายเขา ไผ่ ดาวดิน ตัดสินใจไม่อุทธรณ์คำพิพากษาความผิดฐานทำซ้ำบทความบีบีซีไทยเรื่องพระราชประวัติรัชกาลที่ ๑๐

“ถ้าผมมีทางเลือกและศาลอุทธรณ์ยึดมั่นในความยุติธรรม ปราศจากอคติและพิจารณาคดีตามหลักฐานและเหตุผล ผมก็ไม่อยากให้คดีของลูกชายถึงที่สุดเพียงแค่ศาลชั้นต้น แต่ช่องทางที่จะไปในขั้นตอนต่อไปนั้นมันไม่มี ก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะทำ”


นายวิบูลย์กล่าวด้วยว่า “การขออภัยโทษก็เป็นสิทธิของจำเลยเพราะไม่มีช่องทางอื่นในการช่วยเหลือลูกชาย ส่วนจะได้รับการอภัยโทษหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ แต่ถ้าคดีไม่ถึงที่สุดก็ขออภัยโทษไม่ได้ และอาจทำให้ลูกชายถูกจำคุกนานขึ้น”

บรรพต ไชยสา อดีตลูกความคนหนึ่ง (ซึ่งเหตุแห่งคดีทำให้เขาเสียตาไปข้างหนึ่ง) ไปฟังการพิจารณาคดีที่ศาลอาญาด้วย เผยใจว่า “ทนายประเวศช่วยคดี ของเขา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแค่จ่ายค่ารถและเลี้ยงอาหารทนายเท่านั้น...ผมอยากมาให้กำลังใจเพราะทนายประเวศมีบุญคุณกับผม”

มุทิตา เชื้อชั่ง ผู้สื่อข่าวสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะคดี ๑๑๒ ที่ทำให้เธอได้รับรางวัล เคทเว็บบ์ ของสำนักข่าวเอเอฟพี ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ๒๕๕๘ เล่าบรรยากาศวันประวัติการณ์ครั้งนี้ไว้ (พร้อมบันทึกภาพการ์ตูน)


“มันเป็นเรื่องตลกร้ายที่สุดเรื่องหนึ่ง อดีตลูกความสองคนที่ต้องโทษ ๑๑๒ ออกมาจากเรือนจำไม่นานนัก ต่างก็มาให้กำลังใจอดีตทนายของพวกเขา

อดีตนักโทษมาในชุดธรรมดา เสื้อสีสดใส ส่วนอดีตทนายมาในชุดนักโทษสีน้ำตาล ข้างหลังเขียน ‘3’ ด้วยปากกาไวท์บอร์ด อันหมายถึงแดน ๓ ในเรือนจำ ขาใส่โซ่ข้อเท้า มือก็ใส่กุญแจล็อกไว้กับนักโทษอีกคน ผมสั้นเกรียนแซมด้วยผมหงอกเต็มไปหมด รูปร่างที่ผอมอยู่แล้วยิ่งผอมซูบกว่าเดิม

อดีตนักโทษมองเขาด้วยสายตาห่วงใย คนหนึ่งเข้าไปทักทายให้กำลังใจ อีกคนหนึ่งบอกว่าจะสู้แบบนี้จริงหรือ เปลี่ยนใจไหม น่าตลกตรงที่มันเป็นประโยคที่สองคนนี้สลับกันพูดเมื่อหลายปีก่อน แต่คำตอบนั้นตรงกันคือ สู้...

เห็นแววตาเศร้าๆ ในบางขณะเพราะเขารู้ว่าเป็นไปได้มากที่เรื่องของเขาจะเงียบหายไปกับสายลม และไม่ว่าจะทางไหนเขาก็หมดหวังจะได้ใช้ชีวิตข้างนอกอีกครั้งก่อนตาย 

ยกเว้นมีปาฏิหารย์ซึ่งก็น่าจะไม่มี #18กย60 #ประเวศ

The Shinawatras May Be Gone, But It’s Too Soon to Write Off Their Party in Thailand - World Politics Review




Supporters of Thailand’s former prime minister, Yingluck Shinawatra, outside the Supreme Court after she failed to show up for a verdict, Bangkok, Thailand, Aug. 25, 2017 (AP photo by Wason Wanichakorn).


The Shinawatras May Be Gone, But It’s Too Soon to Write Off Their Party in Thailand


Joshua Kurlantzick
Monday, Sept. 18, 2017
World Politics Review

Thais waited anxiously throughout the summer for the conclusion of the trial of former Prime Minister Yingluck Shinawatra, who was removed by a military coup in May 2014. The charges Yingluck faced—mismanaging a rice subsidy scheme that wound up losing some $8 billion—were somewhat unusual, since she was not personally accused of corruption in the program. In some ways, she was being charged with making bad decisions in government.

But a central objective of the junta since it took power has been to eradicate the influence of the Shinawatra family in Thai politics by breaking the bond between them and their base of mostly rural supporters. Populist policies, such as the rice subsidy scheme, are key to that bond, having been championed by Yingluck and her brother, former Prime Minister Thaksin Shinawatra, for 17 years now. The charges appeared, in part, like one way to crush Yingluck and her allies.

Yingluck’s supporters expected her to show up in court on Aug. 25 to hear the verdict and accept whatever ruling came down. She had remained in Thailand since the coup. In July, she posted on Facebook, “I’m still strong, and ready to fight to prove my innocence.” Thousands of her supporters trekked to the court in Bangkok to wait for the decision.

By late morning, it became apparent Yingluck wasn’t going to appear in court. In her absence, the court postponed the verdict until Sept. 27, although no one thinks the former prime minister will show up then, either.

No one knows for sure where she is right now, but reports suggest she fled Thailand several days before the court’s August decision, probably to neighboring Cambodia. She is likely to wind up in Dubai, where her brother lives, having fled Thailand himself nine years ago.

Yingluck’s flight was the best possible outcome of the case for the junta, which may have known about her plans and allowed Yingluck to flee. Some military leaders reportedly had worried that jailing Yingluck could have made her a martyr and actually boosted her Pheu Thai Party’s popularity before elections that are supposedly going to be held in 2018, riling up the rural base and sparking higher turnout. There was also a slim possibility that, if Yingluck had come to court, she could have been found not guilty, which would have been an embarrassment for the generals. Or, she could have come to court, been found guilty and gotten some kind of suspended sentence, which still might have angered Pheu Thai supporters and provoked sympathy for Yingluck.

The junta can now claim that Yingluck and her party really were terrible, corrupt managers of the country’s purse—and that they flout Thai justice. The same day Yingluck didn’t appear in court, her former commerce minister was sentenced to 42 years in jail on related charges. Junta leaders can lump Yingluck in with her brother, a telecommunications tycoon who skipped bail when he fled in 2008, instead of facing corruption charges that he also claimed were political.

Some Thai observers are suggesting that the Shinawatra family is done with politics, while leaving open the question of whether Yingluck’s exit has crippled her party, too. Greg Raymond of Australian National University called Yingluck’s flight “the end of the Shinawatras,” though he admitted that their ability to appeal to the rural masses and reduce Bangkok’s influence had changed Thai politics forever.

But any political obituaries for the Pheu Thai Party seem dubious. Despite various name changes over the past 17 years, the party has remained the same Thaksinite, populist organization—one that can rebound from defeats by the armed forces. It has shown that it can win elections in highly charged political climates, with its top leaders jailed or in exile. In 2007, in fact, a year after a previous coup ousted Thaksin from his post as prime minister, Pheu Thai—then called the People’s Power Party—won a significant victory in national elections that put it again in control of parliament.





Now, in the run-up to potential elections in 2018, Pheu Thai will face even tougher repression than it did a decade ago, and the junta may maneuver to help more pro-military parties during campaign season. Yet as in 2007, Pheu Thai retains by far the most impressive get-out-the-vote operation in the country. The second most popular party, the Democrat Party, has not been able to win a national election in 20 years.

In addition, over the years Pheu Thai and its previous iterations have proven able to survive without a Shinawatra at the helm, suggesting that it has a deep reservoir of support for its populist ideas. Three years of junta rule are unlikely to destroy the backing for Pheu Thai’s policies: historically, large-scale social welfare programs, cheap credit and a more equitable use of Thailand’s budget, so that the state supports development outside of Bangkok and its environs, which are far richer than the rest of the country. The junta has instead tried to copy some of Pheu Thai’s populist rhetoric, to little avail.

To be sure, the Shinawatras are the most famous people in the party leadership, and it helps to have a Shinawatra at the top of the ticket at election time. But in the 2007 vote, Pheu Thai won with Samak Sundaravej at its helm. A former Bangkok governor and deputy prime minister in a previous, pre-Shinawatra era government, Samak was a veteran politician with plenty of charisma. But he also had major liabilities. He was thin-skinned and had been dogged for decades by accusations that he helped foment violence by right-wing groups against student protesters in Bangkok in 1976.

Choosing Samak also showed that Pheu Thai’s top party members are relatively flexible and able to co-opt prominent Thai politicians who are not naturally aligned with the party’s priorities. Samak had been known as an archconservative, not historically a backer of populist economic and social policies. Still, he had built a relationship with top party leaders and pledged in 2007 to support their populist program as prime minister.

In some respects, Pheu Thai could actually be better off running for an election without any Shinawatras at the helm of the campaign. It could compete for votes in the north and northeast of Thailand and in poorer parts of Bangkok without having to face accusations from rival parties that Pheu Thai is simply a vehicle for Shinawatra-worship. In addition, the party still has a bench of potential leaders, like former party deputy Sudarat Keyuraphan or former Education Minister Chaturon Chaisang.

It’s unclear, though, whether an election will happen at all, let alone whether the junta would allow these other potential Pheu Thai leaders to lead. Chaturon, like many other party figures, still faces charges in military courts. Some observers think Yingluck fleeing will embolden the junta to step up its repression even further, arresting hundreds more top Pheu Thai members and supporters.

But with Yingluck likely out of Thailand, the junta may feel relieved and might even allow the 2018 election to proceed in a somewhat freer political environment than if Yingluck still resided in the kingdom. The armed forces may feel that Pheu Thai has been so crippled, it cannot pull off a big enough election victory to take the whole lower house of parliament. But given the party’s resilience in the past, underestimating the opposition would be a mistake.

Joshua Kurlantzick is senior fellow for Southeast Asia at the Council on Foreign Relations.

ไม่ใช้ทนาย ไม่ให้การ ไม่ยอมรับอำนาจศาล... อิฐก้อนแรกของการเปลี่ยนแปลง... ทนายประเวศแถลงคดี 112




...

ไม่ใช้ทนาย ไม่ให้การ ไม่ยอมรับอำนาจศาล : ทนายประเวศแถลงคดี 112





18/09/2017
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ทนายประเวศ ประภานุกูล ขอถอนทนายก่อนยื่นหนังสือแถลงต่อศาล ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมเนื่องจากเห็นว่าศาลมีส่วนได้เสียในการพิจารณาคดีมาตรา 112 และไม่ได้รับความเป็นธรรมในการขอปล่อยตัวชั่วคราว ชี้เท่ากับการพิพากษาล่วงหน้าก่อนการฟ้องคดี

วันนี้ (18 ก.ย. 60) เวลาประมาณ 09.00 น. ศาลอาญาเบิกตัวนายประเวศ จำเลยในคดี 112 ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 10 กรรม, ยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จำนวน 3 กรรม, และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อนัดพร้อมและตรวจพยานหลักฐาน

ต่อมาประเวศได้ยื่นคำร้องขอถอนทนายความทั้งสามราย พร้อมกับยื่นหนังสือแถลงต่อศาล 2 ฉบับ ที่เขียนด้วยลายมือของตนเองมาจากเรือนจำ โดย คำร้องระบุว่า ศาลไทยประกาศตนว่ากระทำในพระปรมาภิไธย ศาลจึงมีส่วนได้เสียในการพิจารณาคดี ทำให้ขาดความเป็นกลางและขาดความชอบธรรมในการพิจารณาคดี ประเวศจึง “ขอประกาศไม่ยอมรับกระบวนการพิจารณาคดีนี้ของศาลไทย โดยศาลอาญา และข้าพเจ้าจะไม่เข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีนี้ โดยไม่ให้การ ไม่แต่งทนายความเข้าดำเนินคดี ไม่ถามค้านพยานโจทก์ ไม่นำสืบพยานจำเลย ไม่ลงชื่อในเอกสารใดๆของศาล”





ส่วนคำร้องฉบับที่ 2 ระบุว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากศาลอาญา ในกรณีที่เคยยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 60 ในนัดไต่สวนฝากขัง(อ่านข่าวเพิ่มเติมที่นี่ ) และศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดย คำสั่งคำร้องขอปล่อยตัวของศาลอาญาดังกล่าว เป็นคำสั่งเฉกเช่นเดียวกับคำพิพากษาไปแล้ว โดยถ้อยคำในคำสั่งของศาลที่ว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว กรณีเป็นการกระทำที่ร้ายแรงต่อสถาบันกษัตริย์” โดยประเวศระบุว่าข้อความดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความคิดเห็นของศาลอาญาว่าตนได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และการกระทำนั้นเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายทั้งที่ยังไม่ได้มีการสืบสวนและยังไม่ได้มีการตัดสินว่าตนได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ เป็นการพิพากษาล่วงหน้าก่อนการฟ้องคดีด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ประเวศยังได้เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้เตรียมแถลงการณ์ฉบับที่สามเพื่อยื่นต่อศาลและหนังสือที่จะยื่นถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่หนังสือทั้งสองเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้นำออกมาจากเรือนจำได้

จากนั้นศาลได้อนุญาตให้ประเวศถอนทนายความและได้แจ้งให้ทนายความทราบ หลังจากนั้นฝ่ายโจทก์ได้แถลงว่ามีพยานเอกสาร 20 ฉบับ (เอกสารหมาย จ.1-จ.20) และประสงค์สืบพยานบุคคลรวม 11 ปาก โดยปากที่ 1.เป็นผู้กล่าวหา 2.เป็นผู้สืบสวนหาข้อมูลโปรแกรมเฟสบุ๊คของจำเลย 3.เป็นผู้จับกุมจำเลยตามหมายจับ 4.เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญด้านโปรแกรมและการใช้โปรแกรมเฟสบุ๊ค ส่วนพยานปากที่ 5 และที่ 7 เป็นพยานที่จะเบิกความให้ความเห็นเกี่ยวกับถ้อยคำที่จำเลยโพสต์ลงในโปรแกรมเฟสบุ๊ค พยานปากที่ 8.เป็นผู้ตรวจพิสูจน์คอมพิวเตอร์ และพยานปากที่ 9-11เป็นพนักงานสอบสวน ศาลได้ระบุในรายงานกระบวนพิจารณาแต่ละขั้นตอน ว่าจำเลยไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมและได้นัดสืบพยานโจทก์ทั้งหมด 11 ปาก ในวันที่ 8-10 พ.ค. 61

ทั้งนี้ ประเวศถูกเจ้าหน้าที่ทหารหลายนายเข้าจับกุมจากบ้านพักไปที่มทบ.11 ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. 60 โดยไม่ได้มีการแจ้งหมายจับของศาลแต่อย่างใดและได้ยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและทรัพย์สินอย่างอื่นไปด้วย ระหว่างการควบคุมตัวที่ค่ายทหารไม่ได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาหรือแจ้งสิทธิและไม่สามารถแจ้งญาติหรือบุคคลอื่นว่าตนเองถูกควบคุมตัวที่ค่ายทหารได้ เป็นเวลา 4วัน จนได้พบพนักงานสอบสวนในวันที่ 3พ.ค. จึงได้รับแจ้งข้อกล่าวหาและทราบว่ามีหมายจับ



ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลสั่งไม่ปล่อยทนายประเวศ อ้างเป็นการกระทำที่ร้ายเเรงต่อสถาบันฯ

ทนายเตรียมค้านฝากขังทนายประเวศ คดี 112 พฤหัสฯ นี้

ศาลให้ฝากขังทนายประเวศ คดี 112 ต่อครั้งที่ 6 หลังยื่นค้านว่าคุมขังเกินจำเป็น

ทนายประเวศอดข้าวประท้วงใน มทบ.11 – ศาลไม่ให้ประกันสองผู้ต้องหาเพราะกลัวหลบหนี

เปิดรายชื่อเจ้าหน้าที่คุมตัวทนายประเวศ

ทหาร-ตร.คุมตัวคนโพสต์การเมืองจากเชียงใหม่ ส่วนทนายประเวศถูก คสช. เรียก ยังไม่ทราบสถานที่คุมตัวทั้ง 2คน

รำลึก 40 ปี 6 ตุลาฯ... สุนทรกถา หัวข้อ “๔๐ ปีเปลี่ยนผ่านประเทศไทย : ๔๐ ปีเปลี่ยน-๔๐ ปี ไม่ผ่าน?” โดย ศ.ดร. สุรชาติ บํารุงสุข



https://www.facebook.com/FahroongSK/videos/659546714210412/

ooo




เกิดอะไรขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้เมื่อ 41 ปีที่แล้ว?

"สองพี่น้อง" เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อย่างไร?

พบกับคำตอบในงานสัมมนา "เผชิญความอยุติธรรมด้วยการบันทึกประวัติศาสตร์" วันที่ 24 กันยายน 2560 ชั้น 7 ตึกเกษม อุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 12.00-16.30 น.

หมายเหตุ สำหรับท่านที่ไม่สามารถเข้าร่วมการสัมมนา ทางโครงการ "บันทึก 6 ตุลา" จะนำภาพยนตร์สารคดี "สองพี่น้อง" ขึ้นฉายในเฟซบุ๊คและเว็บไซต์ของโครงการในช่วงเย็นของวันที่ 24 กันยายน


บันทึก 6 ตุลา - Documentation of Oct 6


คลิปญาติผู้เสียชีวิต สลายชุมนุม 53 ยื่นหนังสือ อัยการสูงสุด + บทสัมภาษณ์ประชาไท สมลักษณ์ จัดกระบวนพล: ผู้ไต่สวนอิสระอาจเป็นทางรื้อคดีสลายการชุมนุมปี 53




https://www.facebook.com/peacetv.udd/videos/1443965149051997/


ooo

สมลักษณ์ จัดกระบวนพล: ผู้ไต่สวนอิสระอาจเป็นทางรื้อคดีสลายการชุมนุมปี 53





2017-09-18

ทวีศักดิ์ เกิดโภคา: สัมภาษณ์/เรียบเรียง
ที่มา ประชาไท


อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และอดีต ป.ป.ช. ชี้การรื้อคดีสลายการชุมนุมปี 2553 อาจใช้กระบวนการตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ตามมาตรา 275 ในรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุพูดทุกอย่างตามการวินิจฉัยของศาลฎีกา ย้ำคดีดังกล่าวต้องทำให้กระจ่าง โดยกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงในศาล

ดูเหมือนจะถูกเข้าใจว่าจบสิ้นไปแล้วหลังจากที่ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องในคดีสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 10 เมษายน 2553 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ภายใต้การออกคำสั่งของอภิสิทธิ เวชชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีตามลำดับในเวลานั้น โดยมีการประกาศขอคืนพื้นที่การชุมนุมโดยใช้กระสุนจริง ประกอบกับใช้กองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งฝ่ายประชาชนที่ออกมาชุมนุม และเจ้าหน้าที่รัฐรวม 99 ศพ และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

31 สิงหาคม 2560 ให้หลังจากการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาไม่กี่ชั่วโมง อภิสิทธิ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ @Mark_Abhisit โดยใจความตอนหนึ่งระบุว่า “ผมขอขอบคุณสำหรับความเป็นธรรมที่ได้รับ เพราะการตรวจสอบการทำงานของผมในช่วงเหตุการณ์ปี 2553 เป็นเรื่องของ ป.ป.ช.กับศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น ซึ่ง ป.ป.ช.ก็ได้วินิจฉัยกรณีนี้ไปแล้ว”(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ขณะที่สุเทพ ได้ให้สัมภาษณ์หลังรับฟังคำพิพากษา โดยระบุว่าไม่เข้าใจว่าทำคดีดังกล่าวจึงมีการยื่นฟ้อง อภิสิทธิ์ รวมอยู่ด้วย เนื่องจากอภิสิทธิ์ ได้มอบหมายให้ตนซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และคดีนี้ศาลชั้นต้น และอุทธรณ์ ได้มีคำสั่งยกฟ้องไม่รับสำนวนไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่วนกรณีที่ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะไปยื่นคำร้องถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้นำคดีนี้พิจารณาขึ้นมาใหม่นั้น สุเทพ เห็นว่า ณัฐวุฒิ จ้องเล่นงานตนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร อโหสิกรรม (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ด้านพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 โดยระบุถึงกรณีที่ นปช. จะเรียกร้องให้ ป.ป.ช. รื้อคดีการสลายการชุมนุมปี 2553 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 99 ศพ มาพิจารณาใหม่ว่า ถึงวันนี้ไม่มีอะไรที่มีผลกระทบต่อหน่วยงานด้านความมั่นคง ทุกอย่างก็ว่ากันไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนที่กลุ่มนปช. อยากให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่นั้น จะให้รื้อขึ้นมาอีกทำไมเจ้าหน้าที่ทำแทบตาย (อ่านข่าวที่เกียวข้อง)

ในขณะที่ ณัฐวุฒิ พร้อมแกนนำ นปช. คนอื่นๆ ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2560 ระบุชัดจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อรื้อคดีสลายการชุมนุมปี 2553 ให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลให้ได้ โดยจะมีการไปยื่นพยานหลักฐานใหม่ให้กับ ป.ป.ช. เพื่อให้มีการหยิบคดีดังกล่าวมาพิจารณาอีกครั้ง ทั้งยังระบุอีกด้วยว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีดังกล่าว ไม่ได้เป็นการตัดสินว่าอภิสิทธิ์ และสุเทพ ได้พ้นจากความผิดที่สั่งสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต 99 ศพ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ท่ามกลางความมืดมนของผู้ที่สูญเสีย ในห้วงรอยต่อระหว่างช่วงเวลา 7 ปีที่สูญเปล่า กับการเริ่มต้นเดินทางครั้งใหม่เพื่อนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ยังไม่รู้ชัดว่าจะดำเนินไปโดยใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ประชาไทสัมภาษณ์ สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ซึ่งเป็นอดีตของทั้งสององค์กรที่มันอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีดังกล่าว เธอระบุชัดว่า คดีดังกล่าวควรเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในข้อเท็จจริง แม้จริงไม่สามารถคืนชีวิตให้กับผู้สูญเสียได้ แต่การให้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คือการเยียวยาในเบื้องต้น และการให้เงินชดเชยอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะความเจ็บซ้ำน้ำใจของผู้สูญเสียมันลึกเกินกว่าจะเข้าใจ คำถามที่ตามมาคือจะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกครั้งได้อย่างไร

“ให้ผู้เสียหาย ยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกา ตามมาตรา 275 วรรค 4 รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพื่อตั้งผู้ไต่สวนอิสระ” นี่คือคำตอบของสมลักษณ์ ซึ่งเธอยืนยันว่าไม่ได้พูดนอกเหนือไปจากคำพิพากษาศาลฎีกา และยืนยันว่าคำพิพากษานี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่มีผลในทางปฏิบัติ

000000

ยกฟ้องเพราะศาลไม่มีอำนาจพิจารณา ไม่ได้หมายความว่าจำเลยไร้ความผิด

สมลักษณ์ เริ่มต้นอธิบายคำพิพากษายกฟ้องของศาลฎีกาในคดีที่อภิสิทธิ์ และสุเทพ เป็นจำเลยจากกรณีการออกคำสั่งสลายการชุมนุม โดยอนุญาตให้มีการใช้กระสุนจริง และกองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิต 99 ศพ ซึ่งตามคำฟ้องอัยการได้ขอให้ศาลพิจารณาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 83 และ 84 ว่า ในภาษาทางกฎหมายถือเป็นการยกฟ้องในข้อกฎหมาย โดยการวินิจฉัยของศาลจะมีการวินิจฉัยสองส่วนคือ เรื่องของข้อกฎหมาย กับเรื่องของข้อเท็จจริง

“ในส่วนของคำพิพากษาศาลฎีกา กรณีฟ้องอภิสิทธิ์ และสุเทพสั่งสลายการชุมนุม เป็นการยกฟ้องในเรื่องของข้อกฎหมาย คือมาผิดศาล มาผิดทาง แต่ยังไม่มีการวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่ากระทำของจำเลยที่มีการออกคำสั่ง อนุญาตให้มีการใช้อาวุธสงคราม ใช้กระสุนจริง ใช้กำลังทหารเข้าไปสลายการชุมนุม ว่าการกระทำเหล่านี้ผิดหรือไม่ หรือมีเจตนาพิเศษที่จะใช้เข้าไปฆ่าคนที่มาชุมนุม ตรงนี้คือข้อเท็จจริง ซึ่งยังไม่ได้รับการวินิจฉัย มีเพียงการวินิจฉัยในเรื่องขอบเขตอำนาจศาลว่า ศาลอาญานั่นไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ เนื่องจากเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” สมลักษณ์ กล่าว

สมลักษณ์เห็นว่า หากจะมีการดำเนินการยื่นฟ้องใหม่ ก็สามารถทำได้เพราะในกรณีนี้ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริง เพียงแต่พิจารณาในข้อกฎหมาย ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกัน ฉะนั้นหากจะฟ้องใหม่ก็ถือว่าฟ้องได้ แต่ต้องไปให้ถูกทาง

สำหรับเรื่องการไปให้ถูกทาง หรือฟ้องให้ถูกศาลนั้น สมลักษณ์ได้อ่านคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้วพบว่า คำพิพากษานี้ไม่ได้เป็นการยกฟ้องลอย เนื่องจากในคำพิพากษา ศาลได้อธิบายไว้ด้วยว่า คดีนี้ต้องดำเนินการอย่างไรเป็นขั้นตอน ซึ่งเธเห็นว่าเป็นการชี้ทางสว่างให้แก่ผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ผู้ทุกข์ใจ เจ็บปวดหัวใจ และไม่รู้จะเดินไปทางไหนต่อ

“โดยท่านระบุว่า คดีนี้มันเกิดขึ้นในปี 2553 ฉะนั้นในเวลานั้นเรายังใช้รัฐธรรมนูญ 2550 กันอยู่ ก็ต้องไปบังคับด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนั้น แล้วท่านบอกละเอียดเลยว่าคดีนี้มีกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท อธิบายเพิ่มเติมก็คือ มันเป็นบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ยกตัวอย่างที่เห็นชัดคือ คนเข้าไปบุกรุกบ้านคนอื่น ก็มีความผิดบุกรุก แต่ถ้าไม่ได้เข้าทางประตูดันไปทุบกระจกหน้าต่างบ้านเขาแตก ก็มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เพิ่มเข้าไปด้วย ฉะนั้นกรณีการสั่งสลายการชุมนุมก็เหมือนกันเพราะเป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันอาจจะมีเจตนาพิเศษโดยการใช้กองกำลังทหาร และมีการอนุญาตให้ใช้อาวุธจริง ฉะนั้นตามคำฟ้องของโจทก์ชี้ให้เห็นว่ามีเจตนาพิเศษ จึงเป็นไม่ใช่การปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะมันมีเจตนาพิเศษนอกเหนือไปจากนั้น

การกระทำในฐานะของนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันก็มีเจตนาที่ไม่ใช่เจตนาที่จะใช้อำนาจธรรมดาเพื่อสลายการชุมชนเพียงเท่านั้น แต่บุคคลทั้งสองมีเจตนาพิเศษเนื่องจากไปใช้กำลังทหาร แล้วใช้อาวุธจริง เป็นอาวุธที่ใช้ในการสงคราม เล็งเห็นได้เลยว่าการกระทำอย่างนี้มุ่งหมายที่จะให้เป็นการทำลายชีวิตของบุคคลที่ชุมนุมอยู่ อันนี้คือสิ่งที่ศาลฎีกาวินิจฉัย อาจารย์ไม่ได้พูดไปนอกเหนือจากนี้” สมลักษณ์ กล่าว

สมลักษณ์ระบุด้วยว่า การวินิจฉัยของศาลฎีกายังชี้ว่ากรณีดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท อยู่ในอำนาจตาม 24 ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 โดยมาตรา 24 ระบุว่า ในการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท และบทใดบทหนึ่งอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ศาลรับพิจารณาพิพากษาความผิดบทอื่นไว้ด้วย

“นี่คือการอธิบายคำพิพากษาศาลฎีกา ว่าหากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงแหน่งทางการเมืองรับพิจารณาคดีมาตรา 157 จะต้องรับคดีตามมาตรา 288 80 83 84 ไว้ด้วย และท่านพูดชัดเลยว่าคดีนี้อยู่ในระหว่างที่บังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 และบอกมาตราไว้ด้วยว่าต้องไปตามช่องทางในมาตรา 250 คือเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และมาตรา 275 ก็เป็นเรื่องที่ระบุว่า ตำแหน่งอะไรบ้างที่อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. และระบุถึงกรณีของการดำเนินการว่า หาก ป.ป.ช.มีการดำเนินการที่ล่าช้า หรือ ไม่ชี้มูลความผิด ก็สามารถยื่นต่อที่ประชุมศาลฎีกา เพื่อให้มีการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ แต่คำพิพากษาของศาลฎีกาไม่ได้ละเอียดขนาดนั้น บอกแต่เพียงว่าให้ไปใช้มาตรา 275 ตามรัฐธรรมนูญ 2550“ สมลักษณ์ กล่าว

มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ทำไมถึงได้ย้อนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญเก่า

เมื่อถามอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาว่า จะเป็นไปได้จริงๆ หรือหากจะมีการยื่นเรื่องต่อที่ประชุมศาลฎีกาเพื่อให้มีการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ โดยที่ไม่ต้องผ่านช่องทางของ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว สมลักษณ์ ระบุชัดว่า การชี้ช่องทางนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่คิดขึ้นเอง หากแต่เป็นสิ่งที่อยู่ในคำพิพากษาของศาลฎีกาเอง

“บอกตรงนี้ก่อนว่าอาจารย์ไม่ได้พูดนอกเหนือไปจากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเลย เพราะศาลฎีกาบอกว่าขณะเกิดเหตุ ท่านบอกว่าขณะเกิดเหตุเนี่ยยังใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 จึงต้องให้การฟ้องคดีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งยังบอกมาตราด้วย ฉะนั้นสิ่งที่อาจารย์พูดก็เพียงแต่พูดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ฉะนั้นหากจะเถียงอาจารย์ก็ต้องไปเถียงศาลฎีกา” สมลักษณ์ กล่าว

สมลักษณ์ระบุด้วยว่า หลายคนมักคิดว่ามาตรา 275 ในรัฐธรรมนูญ 2560 สุดท้ายแล้วกระบวนการต่างๆ จะอยู่ที่ ป.ป.ช. แต่ในวรรค 4 ได้ระบุชัดว่า ในกรณีที่พูดถูกกล่าวตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา ผู้เสียหายจากการกระทำดังกล่าวจะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เช่นดำเนินการตามมาตรา 250 (2) หรือ จะยื่นคำร้องต่อที่ประชุมคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อขอให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสสระตามมาตา 276 ก็ได้ แต่ถ้าผู้เสียไปยื่นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว กรณีที่เป็นคดีที่อยูในอำนาจ ป.ป.ช. จะไปยื่นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่ได้ จะยื่นได้ก็ต่อเมื่อ ป.ป.ช. ไม่รับดำเนินการไต่สวน หรือดำเนินการล่าช้าเกินสมควร หรือดำเนินการไต่สวนแล้วเห็นว่า ไม่มีมูลความผิดตามข้อกล่าวหา

“การที่จะมีการไปยื่น ป.ป.ช. ให้พิจารณาอีกครั้ง มันดูจะลำบาก เพราะตามกฎหมาย ป.ป.ช. มันติดอยู่ที่มาตรา 86 ที่ห้ามไม่ให้คณะกรรมการยกเรื่องที่ได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว ยกเว้นแต่มีพยานหลักฐานใหม่ที่เป็นข้อสำคัญแห่งคดีจึงจะยกมาพิจารณาใหม่ได้ทีนี้ข้อสำคัญในพยานหลักฐานใหม่มันจะไปหาที่ไหน แล้วถ้าหามาได้จะไปยื่นให้ ป.ป.ช. เราก็ยังอยู่ในการวินิจฉัยดุลยพิจนิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ดี เขาก็ต้องมาว่าพยานหลักฐานที่ยื่นมาใหม่หรือไม่ ถ้าไม่ใหม่เขาก็ไม่รับอีก มันก็ไปได้ยาก ถ้าทำตามทนายผู้เสียบอกว่าจะไปยื่น ป.ป.ช. อีกครั้ง ความเห็นอาจารย์คิดว่า ซึ่งไม่ได้ชี้ว่าใครถูกใครผิด แต่มันเป็นความเห็นที่ต่างกันเท่านั้น อาจารย์มองว่ามันยากที่จะไปทาง ป.ป.ช. อีกครั้ง

ทีนี้ท่านเปลี่ยนไปในช่องทางที่อาจารย์ว่าคือตามมาตรา 275 (4) ไปทางที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกายื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระตามมาตรา 276 ท่านจะไปได้เลย และคณะไต่สวนอิสระก็จะทำหน้าที่เหมือนคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อไต่สวนเสร็จแล้วก็จะส่งไปที่ สนช. เพื่อให้ลงมติถอดถอนก็ได้ด้วย แล้วในส่วนที่เป็นความผิดทางกฎหมายก็ยื่นให้ศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ได้ หากเห็นว่ามีมูลความผิดจริง” สมลักษณ์ กล่าว

ทั้งนี้สมลักษณ์กล่าวย้ำในตอนท้ายด้วยว่า สิ่งที่ทำให้เชื่อว่าการยื่นเรื่องเพื่อขอตั้งผู้ไต่สวนอิสระสามารถทำได้ เป็นเพราะศาลฎีกาวินิจฉัยออกมาอย่างนี้ ในขณะที่รัฐธรรมนูญใหม่ก็ประกาศใช้แล้ว ซึ่งระบุชัดว่าเหตุเกิดในปี 2553 ดังนั้นคำพิพากษาจึงพูดถึงรายละเอียดว่าต้องไปดำเนินการอย่างไรต่อ นี่ก็คือการชี้แนวทางให้ และคำวินิจฉัยของศาลฎีกาถือเป็นแนวบรรทัดฐาน โดยเฉพาะคนที่เรียนกฎหมาย โดยเฉพาะศาลต้องยึดถือ

คดีนี้ต้องทำให้กระจ่าง หากผู้สูญเสียหันไปพึ่งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ ก็เหลือแค่ฝ่ายตุลาการ

สมลักษณ์เห็นว่า ตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ 2550 จะเป็นการช่วยเหลือผู้คนที่ไม่มีหนทาง และยังเป็นการช่วยประเทศด้วย เพราะเมื่อไหร่ที่ผู้คนเริ่มหมดหนทางที่จะทวงถามความยุติธรรม ก็ยากที่จะจินตนาการว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“เวลาคนเราเจ็บซ้ำน้ำใจ จะไปขอเพิ่งฝ่ายบริหารก็ไม่ได้ จะไปขอเพิ่งฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้ เหลืออยู่ทางเดียวคือตุลาการ ถ้าไม่ได้อีก คนเรามันเกิดความอัดอั้นตันใจ และความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด ฉะนั้นต้องหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้เขารู้สึกว่า เขาได้รับการเยียวยาในการที่เขาสูญเสียคนที่รักไป ดีกว่าที่จะไปให้เงินเขาอย่างเดียว เพราะชีวิตคนมันไม่สามารถจะเรียกคืนมาได้ และความเจ็บซ้ำน้ำใจมันลึกมาก” สมลักษณ์ กล่าว

สมลักษณ์ กล่าวด้วยว่า คดีดังกล่าวจะต้องทำให้กระจ่าง เพราะเป็นเรื่องของการสลายการชุมนุม ซึ่งจะต้องมีการวินิจฉัยข้อเถียงจริงโดยศาล ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และในการวินิจฉัยก็จะมีการระบุเหตุผลว่าทำไมถึงผิด หรือทำไมถึงไม่ผิด ผู้คนจะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจ

“คำพิพากษาจะกลายเป็นแนนวบรรทัดฐานสำหรับคนหลายกลุ่ม ในส่วนของผู้บริหารประเทศ ก็จะได้รู้ว่าหากการกระทำตามข้อเท็จกรณีสลายการชุมนุมไม่ผิด ต่อไปในอนาคตใครจะสลายการชุมนุมโดยอาวุธสงคราม และกองกำลังทหารก็ทำได้ ในส่วนของผู้ที่จะไปชุมนุมเองก็จะได้รู้ว่าหากคำพิพากษาของศาลออกมาว่าไม่ผิด จำเลยสามารถสั่งให้ใช้อาวุธสงครามได้ เขาจะได้ระวังตัวเองในการที่จะไปชุมนุม หากจะไปชุมนุมกันแต่ทางผู้บริหารสามารถใช้อาวุธก็ได้ ใช้กำลังทหารมาขอคืนพื้นที่ก็ได้ เขาจะได้ระวังว่า คุ้มไหมที่จะมีความเห็นต่างจากผู้บริหาร แล้วไปนั่งชุมนุมกันอยู่วันดีคืนดีมีกระสุนโป้งมา แต่เรียกร้องอะไรไม่ได้เลย เขาจะได้ระมัดระวัง” สมลักษณ์ กล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติม

อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่นี่ / อ่านมติของ ป.ป.ช. ที่นี่

บีบีซีไทยคุยกับนักวิเคราะห์การเมืองว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการนำเสนอแนวคิด "รัฐบาลแห่งชาติ"





12 ปีชงตั้งรัฐบาลแห่งชาติ 6 ครั้ง:ข้อเสนอนี้เพื่อใคร?


13 กันยายน 2017
ที่มา บีบีซีไทย


"รัฐบาลแห่งชาติ" เป็นข้อเสนอเก่าที่ถูกโยนออกมาเขย่าการเมืองไทยเป็นระยะๆ ในห้วง 12 ปีของวิกฤตการเมืองไทย (2548-2560) พบว่ามีผู้เสนอ "สูตรอำนาจพิสดาร" นี้อย่างน้อย 6 ครั้ง แม้ว่ายังไม่มีครั้งใดที่ได้รับการสนองตอบ แต่รัฐบาลแห่งชาติก็ดูเหมือนจะเป็นแนวคิดที่ไม่มีวันตาย

บีบีซีไทยคุยกับนักวิเคราะห์การเมืองว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการนำเสนอแนวคิดนี้กันแน่

นักวิชาการเห็นตรงกัน:เหตุเพราะนักการเมืองอยู่ยากในอนาคต

ยุทธพร อิสรชัย สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช เห็นว่า การเมืองในขณะนี้รัฐธรรมนูญถาวรมาแล้ว กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ออกมาบ้างแล้ว ซึ่งหนึ่งถึงสองปีก็น่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ แนวคิดที่ก็ถูกเสนอขึ้นมาอาจเป็นการโยนหินถามทาง ภายใต้กติการทางการเมืองใหม่ ทำให้นักการเมืองทำงานลำบากว่าแต่ก่อนมาก เพราะมีกลไกมากมายในการกำกับดูแลนักการเมือง อย่างเช่น ต้อง เสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีให้เลือกสามคน ให้วุฒิสภาเข้ามาเลือกด้วย ฯ นี่น่าจะเป็นแรงผลักดันหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อเสนอ

อีกประการหนึ่ง นักการเมืองจากพรรคการเมืองที่ไม่อาจจะชนะทางการเมืองหรือพรรคระดับกลางและเล็กก็อาจจะพร้อมประนีประนอมกับทหารเพื่อตั้งรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะสามารถเป็นรัฐบาลได้โดยไม่ต้องชนะการเลือกตั้ง




GETTY IMAGES
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาไปลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ เมื่อปีที่แล้ว


พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้ามองในเชิงบวกอาจแปลว่านักการเมืองพร้อมที่จะทำงานร่วมกัน พร้อมจะแบ่งปันอำนาจกัน แต่ก็มีกลุ่มคนอีก "ระดับ" หนึ่งซึ่งไม่อยากจะแบ่งปันอำนาจกับนักการเมือง ต้องการควบคุมนักการเมืองเอาไว้ด้วยกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งนักการเมืองเองก็เห็นว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้าที่พวกอาจจะไม่มีที่ยืน ดังนั้นทางออกส่วนหนึ่งก็คงก็ต้องเสนอวาทกรรมแบบนี้ขึ้นมา

พิชญ์คิดว่าเรื่องรัฐบาลแห่งชาติยังเป็นเรื่องที่สำคัญน้อยกว่าเรื่องการแบ่งปันอำนาจ (power sharing) ในขณะนี้คือการครอบงำทางอำนาจ ไม่ได้ให้ประชาชนมีส่วนร่วม รัฐบาลกำหนดว่าควรมีอะไรบ้าง สิ่งใดบ้าง ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนและผลประโยชน์ของประชาชนเลย และถ้าบอกเรื่องรัฐบาลแห่งชาติเน้นเรื่องการไร้ความขัดแย้ง ทุกพรรคเป็นรัฐบาลร่วมกันหมด สถานการณ์ก็จะหนักขึ้นไปอีก

ย้อนดูข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ นายพิชัย รัตกุล อดีต หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็หยิบยกแนวคิดนี้ขึ้นอีกครั้ง โดยแสดงเป็นห่วงว่าเรื่องการปรองดองระหว่างกลุ่มที่แตกแยกไม่น่าจะเป็นไปได้ อีกต่อไป ในห้วงเวลาหลังการเดินทางออกนอกประเทศของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เขาเสนอว่าพรรคการเมืองทั้งหลายอย่างเพื่อไทย ประชาธิปัตย์หรือภูมิใจไทยควรร่วมกับทหารตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพราะเห็นว่าหากตั้งรัฐบาลให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือทหารตั้งรัฐบาลฝ่ายเดียวหลังการเลือกตั้ง จะไม่มีทางปรองดองและเศรษฐกิจจะไปไม่รอด

รัฐบาลสมานฉันท์" สู่ "รัฐบาลเฉพาะกาล" ของ พล.อ.ชวลิต

ย้อนกลับไปก่อนรัฐประหารปี 2549 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเสนอให้มี "นายกฯ คนกลาง" ของ "รัฐบาลสมานฉันท์" เข้ามาบริหารประเทศในช่วงวิกฤต-ลดปัญหาความขัดแย้งในสังคม

ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2549 หลังพรรคไทยรักไทยของนายทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่สนามเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 เพียงพรรคเดียว ท่ามกลางการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายทักษิณของมวลชนที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)

แต่ท้ายที่สุดข้อเสนอนี้มีอันตกไป เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 แล้วส่ง "นายกฯ นายพล(เก่า)" อย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้าบริหารประเทศเป็นเวลาปีเศษก่อนมีการเลือกตั้ง

ระหว่างนั้น พล.อ.ชวลิตไม่ลด-ละ-เลิกเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยได้ออกมาเสนอแนวคิดนี้ช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. 2551 แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับจากพรรคใดๆ กระทั่งต้นสังกัดอย่างพรรคพลังประชาชน-คนเสื้อแดง ที่บอกไม่รู้-ไม่เห็นกับบทเฉพาะตัวของ "พ่อใหญ่จิ๋ว"



GETTY IMAGES
ประชาชนออกเสียงเลือกตั้งในปี 2554 หลายฝ่ายรอว่าการเลือกตั้งอาจจะถูกจัดขึ้นในปี 2561 หรือไม่


รัฐบาลปรองดอง โดยคุณหญิงสุดารัตน์


ข้อเสนอเก่าถูกเอามาเล่าใหม่อีกครั้งในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หลังเกิดเหตุนองเลือด จากปฏิบัติการขอคืนพื้นที่การชุมนุมของมวลชนที่เรียกตัวเองว่าแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสี่แยกคอกวัว วันที่ 10 เม.ย. 2553

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ก็ออกมาแถลง เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ลาออก แล้วจัดตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติเพื่อความปรองดอง" ใช้เวลา 3 เดือนตกลงกรอบกติกาเลือกตั้งให้เป็นธรรม ก่อนยุบสภา ซึ่งก่อนลงสนามเลือกตั้ง ทุกพรรคต้องลงสัญญาประชาคมว่าหากผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไร ต้องยุติตามนั้น

นี่เป็นอีกครั้งที่ข้อเสนอนี้ไม่ได้รับการสนองตอบ

รัฐบาลเฉพาะกาลคนกลาง โดยอภิสิทธิ์

อีกครั้งเมื่อมวลชนอีกข้างที่เรียกตัวเองว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2556-2557 จากกรณีสภาผ่าน "ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง" ก็มีความพยายามในทางลับเจรจาให้ "นายกฯ หญิงลาออก" เปิดทางตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจแก้ปัญหา

แต่ข้อเสนอนี้มาปรากฏต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการไม่กี่วันก่อนรัฐประหาร เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดแถลงข่าวหัวข้อ "เดินหน้าประเทศไทย ปฏิรูปภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ" วันที่ 3 พ.ค. 2557 เรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์นำ ครม.ลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางจัดตั้ง "รัฐบาลเฉพาะกาลคนกลางที่เกิดขึ้นบนความยอมรับของทุกฝ่าย" เพื่อบริหารการจัดทำข้อเสนอเรื่องการทำประชามติ การปฏิรูป และการเลือกตั้ง ใช้เวล่า 6 เดือน-1 ปีก่อนจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

แต่สุดท้ายทั้งดีลลับ-ดีลแจ้งไม่ถูกขานรับจากคู่ขัดแย้งหลักอย่างรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์และ กปปส. การชุมนุมบนถนนจึงสงบลงได้ด้วยการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557


GETTY IMAGES
ชายผู้นี้ประท้วงการรัฐประหาร แม้จะมีการประกาศกฎอัยการศึกออกมา เหตุการณ์เกิดเมื่อ23 เดือนพฤษภาคม ปี 2557


"รัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป" ฉบับเอนก

เมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มีข้อเสนอนี้ออกมาจาก "แม่น้ำร่วมสาย" อย่างสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บางส่วน นำทีมโดยนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของ สปช. ถึงขนาดเตรียมชงญัตติให้ตั้งคำถามพ่วงประชามติ ถามประชาชนไปเลยว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการตั้ง "รัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป"

แต่สุดท้ายถูกเบรค-ล้มไม่เป็นท่า เมื่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. บอกว่า "ไม่ใช่หน้าที่ของ สปช." ในการดำเนินการเรื่องนี้ ไม่ต่างจากเพื่อนสมาชิกอย่างนายวันชัย สอนศิริ ที่บอกว่า "ไม่เชื่อว่านักประชาธิปไตย จะร่วมมือหรือทำงานร่วมกับเผด็จการ"





ข้อตกลง “ลับ” ทางการเมือง ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ThaiPBS




https://www.youtube.com/watch?v=Tl_KHm73khA

ข้อตกลง “ลับ” ทางการเมือง ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ (16 ก.ย. 60)

ThaiPBS
Published on Sep 16, 2017

ติดตามชมใน "ข่าวเจาะย่อโลก" รายการวิเคราะห์เจาะข่าวทั้งในและต่างประเทศในรอบสัปดาห์ พร้อมกับมองไปข้างหน้าว่ามีประเด็นอะไรที่น่าจับตา ในวันเสาร์ที่ 16 กันยายน 2560 เวลา 22.05 น. ทางไทยพีบีเอส รับชมทีวีออนไลน์ http://www.thaipbs.or.th/Live

ประเวศ ประภานุกูล ทนายความที่ตกเป็นจำเลยคดี 112 และ 116 แถลงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมไทย ไม่ให้การต่อศาล ถอนทนายความ ไม่ลงชื่อในเอกสาร ประท้วงการพิจารณาคดีหมิ่นฯ



หลังถูกคุมขังมา 5 เดือนโดยไม่ได้ประกันตัว ประเวศ ประภานุกูล ทนายความที่ตกเป็นจำเลยคดี 112 และ 116 รวม 13 กรรม แถลงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมไทย ไม่ให้การต่อศาล ถอนทนายความ ไม่ลงชื่อในเอกสาร ประท้วงการพิจารณาคดีหมิ่นฯ ของศาลไทย โจทก์นัดสืบพยานฝ่ายเดียว 11 ปาก พ.ค.ปีหน้า
“ผมเคยเขียนถึงวิธีต่อสู้คดี 112 แบบนี้ในเฟสบุ๊คมาก่อนแล้ว แต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้ ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ก็เท่ากับที่พูดไปนั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ผมไม่ได้อยากอยู่ตรงนี้ แต่เมื่อต้องอยู่แล้วก็ต้องใช้โอกาสนี้ให้ถึงที่สุด เพราะโทษที่เยอะขนาดนี้ อายุผมก็เท่านี้คงได้ตายในคุก....มันเป็นเรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย”
“ที่คิดแบบนี้มันมาจากประสบการณ์ที่ทำคดีให้ดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และดูแนวทางของคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา ผมไม่มีความหวังเลยว่าจะสามารถต่อสู้คดีลักษณะนี้ได้เต็มที่และบนหลักการโดยแท้จริง”
ประเวศยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ช่วยให้จิตใจเขาคงสภาพอยู่ได้แม้สิ้นไร้หวังว่าจะได้ออกจากการคุมขังคือ การนั่งสมาธิ

...

'ทนายประเวศ'ประกาศไม่ยอมรับระบบยุติธรรมไทยคดี 112 โจทก์นัดสืบพยานฝ่ายเดียวปีหน้า


หลังถูกคุมขังมา 5 เดือนโดยไม่ได้ประกันตัว ประเวศ ประภานุกูล ทนายความที่ตกเป็นจำเลยคดี 112 และ 116 รวม 13 กรรม แถลงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมไทย ไม่ให้การต่อศาล ถอนทนายความ ไม่ลงชื่อในเอกสาร ประท้วงการพิจารณาคดีหมิ่นฯ ของศาลไทย โจทก์นัดสืบพยาน 11 ปาก พ.ค.ปีหน้า






Published on Mon, 2017-09-18
ที่มา ประชาไท

18 ก.ย.2560 ที่ศาลอาญา รัชดา มีนัดสอบให้การและตรวจพยานหลักฐานคดีหมายเลขดำ อ.2368/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายประเวศ ประภานุกูล ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนเป็นจำเลยข้อหาความผิดตามมาตรา 112, 116 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวม 13 กรรม โดยในวันนี้ประเวศถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขากล่าวต่อศาลในห้องพิจารณาคดีว่า ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของศาลไทย พร้อมทั้งยื่นคำร้องเป็นแถลงการณ์ 2 ฉบับ

แถลงการณ์ของเขาสรุปความได้ว่า จำเลยขอไม่เข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีนี้ โดยจะไม่ให้การต่อศาล ดำเนินการถอนทนายความ ไม่ถามค้านพยานโจทก์ ไม่นำสืบพยานจำเลย ไม่ลงชื่อในเอกสารใดๆ ของศาล เนื่องจากกังขาต่อความเป็นกลางของศาลไทยในคดีลักษณะนี้เนื่องจากศาลพิพากษาในพระปรมาภิไธย นอกจากนี้ในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว (ประกันตัว) ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลราวกับพิพากษาคดีแล้วว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว กรณีเป็นการกระทำที่ร้ายแรงต่อสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักและเทิดทูนของประชาชนโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย อันอาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราว จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ผู้ต้องหาและผู้ขอประกันทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว

“คำสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของศาลอาญาดังกล่าว จึงเป็นการพิจารณาคดีล่วงหน้าก่อนสืบพยาน เป็นการพิจารณาคดีว่า ข้าพเจ้ากระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมายโดยที่ยังไม่มีการสืบพยาน เป็นการพิพากษาคดีล่วงหน้าว่าข้าพเจ้ากระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมายก่อนฟ้องคดีอาญาด้วยซ้ำ” แถลงการณ์จำเลยระบุ

จากนั้นศาลจดรายงานกระบวนพิจารณาคดีระบุว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนทนายความจำนวน 3 คน ศาลอนุญาตให้จำเลยถอนทนายความ ศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยไม่ได้ให้การโดยยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำแถลงการณ์ 2 ฉบับของจำเลยที่ยื่นต่อศาล ศาลสอบถามคู่ความเกี่ยวกับพยานเอกสารที่จะให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจและอ้างส่งต่อศาลแล้ว โจทก์แถลงว่า มีพยานเอกสาร 20 ฉบับที่จะอ้างเป็นพยานให้จำเลยตรวจและส่งศาล จำเลยแถลงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของศาลและแถลงไม่ขอตรวจพยานหลักฐานดังกล่าว ส่วนพยานบุคคลนั้นโจทก์ประสงค์สืบพยานรวม 11 ปาก ศาลสอบถามจำเลยว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพยานโจทก์ดังกล่าวบ้างหรือไม่ จำเลยแถลงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของศาลไทย และยืนยันตามคำแถลงการณ์ 2 ฉบับข้างต้น และการสืบพยานจะใช้เวลา 2 วันครึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานอัยการได้ทำการนัดหมายสืบพยานที่ห้องคู่ความ ระบุวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้ง 11 ปากในวันที่ 8,9,10 พ.ค.2561 หรืออีกราว 8 เดือน

“ผมเคยเขียนถึงวิธีต่อสู้คดี 112 แบบนี้ในเฟสบุ๊คมาก่อนแล้ว แต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้ ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ก็เท่ากับที่พูดไปนั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ผมไม่ได้อยากอยู่ตรงนี้ แต่เมื่อต้องอยู่แล้วก็ต้องใช้โอกาสนี้ให้ถึงที่สุด เพราะโทษที่เยอะขนาดนี้ อายุผมก็เท่านี้คงได้ตายในคุก....มันเป็นเรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย”

“ที่คิดแบบนี้มันมาจากประสบการณ์ที่ทำคดีให้ดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และดูแนวทางของคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา ผมไม่มีความหวังเลยว่าจะสามารถต่อสู้คดีลักษณะนี้ได้เต็มที่และบนหลักการโดยแท้จริง”

ประเวศยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ช่วยให้จิตใจเขาคงสภาพอยู่ได้แม้สิ้นไร้หวังว่าจะเป็นอิสระจากการคุมขังคือ การนั่งสมาธิ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้มีตัวแทนจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน นักข่าว ญาติ เพื่อน รวมถึงอดีตลูกความของประเวศมาร่วมรับฟังการพิจารณาประมาณ 10 กว่าคน

บรรพต ไชยสา หนึ่งในผู้มาฟังการพิจารณาในวันนี้กล่าวว่า ที่มานั่งฟังเพราะรู้จักกับทนายประเวศมาตั้งแต่ปี 2537 เนื่องจากเขาประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำตกถนน กระดูกซี่โครงร้าว,มีบาดแผลที่ใบหน้า อาการสาหัส ในรถคันที่โดยสารมามีประกันอุบัติเหตุ แต่พนักงานบริษัทประกันภัยพยายามที่จะให้เขายอมรับค่าชดเชยเพียงแค่ 20,000-30,000 บาท

“ถึงขนาดที่จะให้ผมประทับลายนิ้วมือลงในหนังสือสัญญาเพื่อที่จะให้เป็นข้อยุติ ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นผมยังบาดเจ็บรักษาตัวต้องปิดตาทั้งสองข้างอยู่ เพื่อนของผมแนะนำให้ทนายประเวศเข้ามาช่วยฟ้องเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัยให้ สุดท้ายบริษัทประกันยอมที่จะจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้ประมาณสองแสนบาท ผมจึงได้เงินมารักษาตัว แต่สุดท้ายตาผมก็รักษาไว้ได้เพียงแค่ข้างเดียว อีกข้างต้องใส่ลูกตาเทียม” บรรพตกล่าว

เขากล่าวด้วยว่า ทนายประเวศช่วยคดีของเขาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแค่จ่ายค่ารถและเลี้ยงอาหารทนายเท่านั้น เขากล่าวด้วยว่าตัวเองเป็นโรคไตวายเฉียบพลัน ในแต่ละวันต้องใช้น้ำยาล้างไตสี่ครั้ง การมาศาลครั้งนี้ทำให้ไม่สามารถล้างไตได้ตามกำหนดเวลาได้ อาจล้างได้เพียงแค่สองครั้ง

“แต่ผมอยากมาให้กำลังใจเพราะทนายประเวศมีบุญคุณกับผม” บรรพตกล่าว

ทั้งนี้ประเวศ ประภานุกูล อายุ 57 ปี มีอาชีพทนายความ เขาถูกควบคุมตัวตั้งแต่เช้าวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีหมายจับ ไม่มีหมายค้น และไม่แจ้งให้ผู้ถูกควบคุมตัวทราบว่าถูกควบคุมเพราะเหตุใด ก่อนจะพาตัวไปที่ มณฑลทหารบกที่ 11 เขาถูกสอบปากคำ และซักถามประวัติส่วนตัว ซึ่งประเวศให้ความร่วมมือ และยอมลงชื่อในเอกสาร เพราะคิดว่าจะได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน ระหว่างนั้นเขาขอโทรศัพท์ติดต่อบุคคลที่ไว้วางใจ แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัว จากนั้นจึงถูกดำเนินการแจ้งข้อหาและฝากขังจนครบ 7 ผัด โดยเคยยื่นประกันตัว 1 ครั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาต

อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลไปเมื่อวันศุกร์ที่ 21 ก.ค.2560 คำฟ้องสรุปว่าในระหว่างวันที่ 25 ม.ค.-23 เม.ย.2560 ประเวศได้กระทำความผิดรวมทั้งหมด 13 กรรม จากการโพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว โดยเป็นการกระทำความผิดในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวม 10 กรรม และในข้อหากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) รวม 3กรรม


'ประยุทธ์' ยันสิ่งที่รัฐบาลทำไม่เสียของ ไล่ก็ไม่ไป! เผยเหตุใดต้องนำเงินไปซื้ออาวุธ สับพวกวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมทำปรองดองไม่ได้





...

'ประยุทธ์' ยันสิ่งที่รัฐบาลทำไม่เสียของ





By กองบรรณาธิการ ข่าวการเมือง
Voice TV
18 กันยายน 2560 เ


นายกรัฐมนตรี ยินดีคุยนักการเมืองแบบสร้างสรรค์ไม่ขัดแย้ง ยืนยันสิ่งที่รัฐบาลทำไม่เสียของ ระบุ ทุกอย่างอยู่ที่ประชาชน และนักการเมืองเป็นผู้ตัดสินว่าจะเดินหน้าประชาธิปไตยในรูปแบบใด

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวว่า การมาลงพื้นในวันนี้ได้มาพบนักการเมืองท้องถิ่น โดยระบุว่าการเลือกตั้งในอนาคต 1 คะแนนเสียงถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นการรวมพลังจากทุกคน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และทุกฝ่ายต้องช่วยกันลดปัญหา เพราะที่ผ่านมาที่ไม่สามารถเดินหน้า เพราะยังมีความขัดแย้ง จากความคิดที่ติดกับดักอยู่เหมือนเดิม ซึ่งวันนี้ตนได้พบนักการเมืองที่ดี มีความเห็นสอดคล้องกัน ที่ผ่านมาไม่เคยว่านักการเมืองไม่ดี พรรคการเมืองทุกพรรคไม่ไม่ใช่ และไม่เคยเป็นศัตรูกับใคร ส่วนใครที่ไม่ดีก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ดังนั้นหากทุกฝ่ายร่วมมือกันก็จะเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง และดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐ ทั้งนี้ยืนยันยินดีพูดคุยทุกกลุ่ม แต่ขอเพียงอย่างเดียวให้หาจุดร่วมกันและพูดคุยเรื่องที่เป็นประโยชน์ รวมถึงมีขั้นตอนว่าจะแก้ไขปัญหาหาความขัดแย้งอย่างไร ไม่ใช่พูดมาเพื่อให้เกิดความขัดแย้งแล้วไป แต่ไม่เคยฟังถึงปัญหาและการแก้ไขของรัฐบาล เพราะทำเช่นนี้ถือว่าไม่จริงใจ

ส่วนที่เจอนักการเมืองดีวันนี้จะมั่นใจได้หรือไม่ว่าสิ่งที่ทำจะไม่เสียของ โดยนายกรัฐมนตรี บอกว่าให้ประชาชนเป็นผู้ตอบเอง เพราะนักการเมืองจากนี้จะเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ ซึ่งหลายอย่างทำได้อยู่แล้ว เราสามารถสานต่อ และทำให้ดีขึ้น ส่วนที่เป็นปัญหาอยู่ รัฐบาลก็เร่งแก้ไขให้ ดังนั้นถามว่าจะเสียของหรือไม่อยู่ที่ประชาชนทุกคน ต่อให้วันนี้ลงมือทำมากมาย แต่ไม่เกิดผลสำเร็จ สิ่งนี้แหละที่เรียกว่าเสียของ


ooo

"บิ๊กตู่" สับพวกวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมทำปรองดองไม่ได้ ลั่นไล่ยังไงตอนนี้ก็ไม่ไป





18 ก.ย. 2560
ที่มา MGR Online


นายกรัฐมนตรี ย้ำเลือกตั้งอย่าโหวตผิด ยันวันตามโรดแมป สับพวกวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมเละจนปรองดองไม่ได้ ปัดรัฐบาลสั่ง รับคนไทยขี้เบื่อ ระบุไม่ให้บริษัทมีปัญหารับงานอีก จี้อาชีวะเลิกตีกัน ลั่นอาวุธจำเป็นต้องมี เผยไล่ยังไงตอนนี้ก็ไม่ไป เข้ามาแล้วก็อย่าให้เข้ามาอีก บ่นอ่านหนังสือพิมพ์เลือกข้างทำให้เครียด มีแต่เรื่องเลวร้ายอยู่หน้าแรกทำทุกคนเหนื่อย

วันนี้ (18 ก.ย.) ที่บริเวณลานหน้าวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ ได้พบปะกับข้าราชการ และประชาชน ที่เดินทางมาต้อนรับกว่า 1,200 คน ในการลงพื้นที่ตรวจราชการว่า วันนี้ต้องแก้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง หรือจะหารัฐบาลก็ไปหามา ไม่ใช่ตน ทุกอย่างนายกฯ หมด หัวหน้า คสช.หมด 

"วันเลือกตั้งผมไปเลือกตั้งแทนท่านหรือไม่ ผมก็ไปลงคะแนนเลือกตั้งเหมือนพวกท่าน อย่าเลือกใครผิดอีก เข้าใจหรือยัง ระหว่างนี้ผมก็ไปตามโรดแมป กฎหมายลูกออกเมื่อไรก็เมื่อนั้น พอประกาศก็นับวันเลือกตั้งไปอีกกี่เดือน ต้องมีกระบวนการเลือกตั้ง กว่าจะเลือกตั้ง นับคะแนน และตั้งรัฐบาลเสร็จ ใช้เวลา 3-5 เดือน กฎหมายมีวิธีการอยู่แล้ว ไม่ใช่ประกาศเลือกตั้งวันนี้ พรุ่งนี้ได้รัฐบาล รัฐธรรมนูญเขียนไว้หมดแล้ว ทำไมต้องให้ผมมาบอกว่าเลือกตั้งวันที่เท่าไร พอผมบอกไปวันนี้วันนั้น แล้วทำไม่ได้ก็ถูกมองว่าสืบทอดอำนาจ ยื้อเอาไว้ ปัดโธ่ เชื่อเขาเหรอ ขอให้เชื่อผม ผมพูดขนาดนี้แล้ว พอได้แล้ว"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้มีใครไม่ทำผิดกฎหมายแล้วเดือดร้อน หลายคดีเข้าสู่กระบวนการจบแค่นั้น ศาลเขาทำงาน อย่าไปทำตัวแทนตำรวจ อัยการ ศาล ผู้พิพากษา วิพากษ์วิจารณ์กันจนเละไปหมด จนทำงานกันไม่ได้ นี่คือการปรองดองกันไม่ได้ ตนอยากจะฝากแค่นี้ เอาเวลามาคิดสิ่งดีๆ

"เปิดมา 50 ด่าผมเหมือนหมู เหมือนหมา อีก 50 ให้กำลังใจ อยู่ไปนานๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันจะเหลือเท่าไร อะไรจะมากน้อยกว่ากัน ผมยังไม่รู้ แต่ยิ่งอยู่นานคนไทยขี้เบื่อ เบื่อหน้าผม จำไว้นิทานอีสปมีอยู่ กบน้อยในสระ กบเลือกนายดูซิ เลือกให้ถูก หรือจะเลือกนกกระสามาอีก เดี๋ยวสื่อก็พาดหัวอีกว่านายกฯ ด่าคนโน้นคนนี้ ใครไม่เกี่ยวก็อย่าเดือดร้อน ใครเป็นคนดีอย่าเดือดร้อน นักการเมืองและพรรคการเมืองดีๆ ก็มีเยอะ แต่มันเป็นเรื่องของนโยบายและหลักการคิด ทุกโครงการที่รัฐบาลทำมีความบริสุทธิ์ใจไม่ได้ต้องการเงินสักบาทเดียว กลไกข้างล่างต้องทำงานอย่าให้มีปัญหาอีก"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่เศรษฐกิจตกทุกวันนี้จะต้องดูว่ามีปัญหาอย่างไร เกี่ยวข้องกับการที่บ้านเมืองสงบสุขหรือไม่ หรือจะให้บ้านเมืองวุ่นวาย มีปัญหามากๆ เศรษฐกิจถึงจะดีขึ้น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็คงลำบาก อย่างไรก็ตามรัฐบาลยืนยันเดินหน้าตามโรดแมปการเลือกตั้ง เราจะต้องทำเพื่อลูกหลาน เพราะถึงตายก็เอาเงินไปไม่ได้สักบาท และการเลือกตั้ง ขออย่าเลือกคนที่ไม่ดี คนที่คิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง แต่จะต้องเลือกคนที่มีจิตสาธารณะ คนที่คิดถึงคนสุพรรณบุรี และจังหวัดอื่น นั้นคือคนที่จะต้องเข้ามาบริหารบ้านเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่รัฐบาลทำอยู่ทุกวันนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ว่าวันหน้าเราจะเดินไปอย่างไร และนี่คือการปรองดองสมานฉันท์ ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่ด่ากันไปมา เพราะทุกอย่างที่ผิดกฎหมายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมถึงจะจบ โดยจะต้องมีการพิจารณาคดีอย่างครบถ้วน ส่วนจะตัดสินอย่างไรนั้นก็ว่ากันไปตามกระบวนการ โดยที่รัฐบาลไม่ได้มีการสั่งการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ทำคงไม่ได้ แต่เมื่อทำกลับโดนด่า กล่าวหาว่าที่รัฐบาลไล่ล่า แต่ปัญหาเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ในส่วนของการทำงานร่วมกับรัฐบาล ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบในผลงานของตัวเอง หากเกิดความเสียหายก็จะต้องรับผิดชอบ และรัฐบาลเองก็จะไม่ให้เข้ามาทำงานอีก ก็ในเมื่อทำงานห่วยแล้วจะให้ทำอีกทำไม

"ผมเกิดในแผ่นดินไทยและผมก็ต้องตายในแผ่นดินนี้ ซึ่งเป็นแผ่นดินที่ผมเหยียบมาตั้งแต่เกิด อย่าบอกว่าแผ่นดินไม่ให้อะไร เพราะแผ่นดินให้ที่อยู่ที่กิน ให้ศักดิ์ศรีความเป็นคนไทย คือประเทศที่ไม่เคยเป็นอาณานิคมของใคร นี่คือสิ่งที่แผ่นดินได้ให้เราแล้ว ดังนั้น เราต้องทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ อย่าทำให้แผ่นดินเดือดร้อน ปี 2017 นี้ 30 - 40 ประเทศ ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไปประยุกต์ใช้ หลายประเทศได้พูดกับผมและผู้นำทหาร โดยชื่นชมประเทศไทยที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบบนี้ แล้วเขาก็อยากได้ผู้นำประเทศแบบนี้"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เห็นการก่อสร้างพระเมรุมาศจำลองแล้วรู้สึกใจหาย เพราะอีกเวลาไม่นานก็จะถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่เคยคิดเลยว่าพระองค์ท่านจะจากพวกเราไป ทุกคนอยู่กับท่านมาชั่วชีวิตจึงไม่เคยคิดถึงวันนี้ แต่เมื่อถึงเวลาท่านก็ต้องเสด็จสู่สวรรค์คาลัย ดังนั้นเราต้องมองอนาคต ว่าจะทำอย่างไร และอย่าให้ใครมายุแยงตะแคงรั่ว เราจะต้องมีความแบ่งปัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงปัญหานักเรียนอาชีวะ ว่า การศึกษาของไทยมีหลายรูปแบบ รัฐบาลจึงต้องพยายามปรับแก้ วันนี้ได้รับรายงานว่ามีคนสนใจเรียนอาชีวะเพิ่มขึ้นหลายแสนคน แต่สิ่งที่กังวลคือเมื่อเข้ามาเรียนแล้วกลับมาตีกัน ทั้งนี้อยากให้อาชีวะเลิกตีกันเสียที โดยเฉพาะรุ่นพี่เลวๆ ต้องเลิกได้แล้ว เพราะประวัติศาสตร์ของโรงเรียนอาชีวะควรจะมีไว้ภาคภูมิใจ ไม่ใช่จะเอามาตีกัน

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลยังต้องลงทุนอยู่ จึงต้องตั้งงบประมาณ เพื่อที่จะไปลงทุนทำอะไรต่างๆ ที่ยังไม่ครบ ขุดลอกคูน้ำทำท่อ ทั้งหมดนี้รัฐบาลกำลังแก้อยู่ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะเอามาโกง มาซื้ออาวุธ มันคนละเรื่องกัน อย่าไปฟังเรื่องแบบนี้ได้ไหม ถ้าเราผลิตเองได้ก็ไม่ต้องไปซื้อเขา ถามว่ามันจำเป็นต้องมีไหม มันก็ต้องมี จะมีมากมีน้อยก็อยู่ที่เราจะกำหนด ที่ผ่านมามันไม่เคยได้ เพราะมันไม่เคยให้แล้วมันเสียหมด มันซื้อเยอะ แล้วจะทำอย่างไร ตอบตนมาสิ ไม่สงสารเขาหรอ อุปกรณ์ 40 ปียังเอามาวิ่งอยู่ นี่มันวิ่งได้ก็เก่งแล้ว มีเยอะก็จริง แต่ถ้าวิ่งไปแล้วตาย จะทำอย่างไร ไม่ห่วงชีวิตเขาหรอ ถ้ามันต้องใช้ขึ้นมา ต่างประเทศก็เป็นแบบนี้ มีนักสิทธิมนุษยชน ประเทศไม่ต้องทำอะไรกัน ประท้วงกันอยู่นั้น ประเทศประชาธิปไตยก็เป็นแบบนี้ ไม่อยากให้เขาออกมาจะทำยังไง ต้องไม่ขัดแย้ง หรือลดความขัดแย้งลง หรือมาชุมนุมตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือชุมนุมโดยสงบ ทุกประเทศก็ใช้กำลังหมด แต่เดี๋ยวเขาก็สงบ มาเช้าเย็นกลับ แต่ของเราไม่กลับบ้านกันเลย มันจะได้หรือ ภาพพจน์เสียการลงทุนไม่เกิด อย่าทำแบบนั้น นี่ตนไม่ได้กลัวท่านนะ แต่ท่านอย่ามาไล่ตน ไล่ยังไงตอนนี้ก็ไม่ไป ตนจะไปตามโรดแมป เพราะตนเข้ามาแล้วนี่ ก็อย่าให้ต้องเข้ามาอีก อย่าให้ต้องมีการใช้กำลังอีก เพราะตนไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก พอได้แล้ว

นายกฯ กล่าวว่า อ่านหนังสือพิมพ์แต่เช้า หน้าแรกก็เห็นแล้วว่าทะเลาะกัน การอ่านหนังสือพิมพ์ที่เลือกข้างกันไปมาจะทำให้เราเครียด แล้วมันจะไปกันใหญ่ ภาระของประเทศอยู่ที่ทุกคนและตนด้วย แต่บางอย่างอย่าไปอ่านมาก วันนี้พาดหัวข่าวเยอะไปหมด ลองไปดูหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ เขาไม่มีเรื่องแบบนี้หรอก แต่ของเราเรื่องเลวๆ ร้ายๆ อยู่หน้าแรก ทุกคนก็เหนื่อยไปด้วย ตนเหนื่อยกว่าพวกท่านหลายเท่า แบกทุกปัญหา หลวงพ่อบอกให้ตนปล่อยวาง ตนจะปล่อยวางได้หรือไม่ เพราะมันคือปัญหาทั้งหมด ความไม่เข้าใจ ความขัดแย้ง ความคิด ความไม่ปรองดอง ถ้ามีสิ่งเหล่านี้ก็ไปไม่ได้ ด่ากันหยาบคายเยอะเยะไปหมด เด็กๆอ่านแล้วจะรู้สึกอย่างไร คำพูดเหล่านี้ใช้ได้ที่ไหน ด่าแบบเสียหาย ถ้าตนไม่ได้เป็นนายกฯ ด่าแบบนี้มีเรื่องแน่ ดีที่ตนเป็นนายกฯ จึงตนอดทน