วันเสาร์, มิถุนายน 24, 2560

ข่าวดีสองเด้ง ของ 'ไผ่' กับ 'ลำไย' ต่างกรรม ต่างเจตนา

เด้งหนึ่ง จากโพสต์ของ นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ผู้เป็นบิดาของ 'ไผ่ ดาวดิน' นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นักโทษทางความคิด และนักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับรางวัลดีเด่น 'กวางจู' ประจำปี ๒๕๖๐

"ฟังข่าวดีบ้างพี่น้อง ซีกหนึ่งเราทำกิจกรรมที่ กทม. 'ไผ่ต้านลม' อีกซึกหนึ่งที่ขอนแก่น เมื่อวานไผ่สอบปฏิบัติคอมฯ ที่เรือนจำ

วันนี้ 23 มิ.ย คณบดีนิติ มข.โทรแจ้งแม่ไผ่ว่า ไผ่สอบผ่านแล้ว ถือว่าจบแล้ว ให้ไปทำเรื่องขอจบได้เลย 

ครอบครัวเราดีใจมากกับบัณฑิตใหม่ พี่น้องดีใจด้วยไหมครับ?

พร้อมทั้งแจ้งอีกข่าวเมื่อกี้ เช้าตรู่วันนี้ (๒๔ มิ.ย.) 

"พี่น้องไม่ต้องห่วงผมเวลาเข้า กทม.หรือไปไหน เพราะผมมีหน่วยงานรักษาความปลอดภัยให้ผมตลอดเวลา จำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งทหาร ตำรวจ สันติบาล 

ไม่ว่าจะย่างก้าวไปทางไหน ทั้งในเคร่ื่องแบบหรือนอกเครื่องแบบ 

ใครจะกล้าทำอะไรผม โคตรโชคดีเลย มีคนดูแลโดยไม่ต้องจ้าง"

ห้า ห้า ฮ่า

เด้งสอง เรื่องของน้องเค้า ลำไย ไหทองคำ นักเต้นเด้าคนนั้น คนละอารมณ์ คนละเจตนา วันนี้เธอคงทำให้ลุงตูบร้องว้า ที่ไม่มีใครให้กระแนะกระแหนได้

"ลุคใหม่ล่าสุด" ขึ้นเวทีที่ศาลากระต่ายเมืองจันท์ในชุดไทยสะไบพาดไหล่ ร้องเพลงฟ้อนอ่อนช้อย ในงานเทศกาลผลไม้ 'Fruit Fun Fin' ช่วยประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของสี่จังหวัดภาคตะวันออก

(https://www.matichon.co.th/news/588510)

จับสองเรื่องนี้มาชนกัน มิใช่ไรอื่นนอกเสียจาก เกิดความรู้สึกฮึกว่า คนที่โดน คสช. ชี้หน้า ตราหน้า เขามีความสามารถเกินกว่าพวกเก่งแต่รัฐประหารจะสำเหนียกถึงได้

ยุทธศาสตร์ชาติไทย ๔.๐ คงซื้อแหลกเพื่อเอามาไว้ 'จัดเก็บ' แหงๆ

ฮอจากอิตาลี ซื้อไว้ 'จัดเก็บ' 
ถึงคราทั้งนายกฯ และรองฯ สองหน่อออกมาจ้อ ยุทธศาสตร์ชาติ ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก “เป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องเดินไปตามนั้น” บลา บลา บลา

นายกฯ พูดยืดยาวราวกับสอนค่านิยม ๑๒ ประการเด็กประถม นั่นละนะเขาว่า คนที่เข้าใจอะไรยาก มักพูดมากเสียเอง ดูได้จาก ไทยรัฐ


ไม่เท่านั้นทั่นรองฯ มาช่วยซ้ำ “ถ้าฝ่าฝืน ทำผิด หรือขัดแย้ง...ถึงขั้นติดคุกติดตะราง ต้องถอดถอนกัน”

อันนี้ไม่ได้ขู่ แค่พูดให้ฟังว่าความจริงยุค คสช. ถ่างขายาว ๒๐ ปี จะเป็นอย่างไร แม้จะมีคนทักว่าพวกที่ออกกฏเกณฑ์เหล่านี้ คงไม่ได้มีชีวิตอยู่ดูผลงานกันก็ตาม

“ส่วนเรื่องปฏิรูปจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะไม่มีซูเปอร์บอร์ดเหมือนกับยุทธศาสตร์ชาติ” แต่จะตั้งกรรมการปฏิรูปขึ้น ๑๑ คณะ ๑๑ ด้าน คณะละสิบกว่าคนมานั่งคิดสาระตะแทน สปท. ที่จะต้องสลายตัวไป

“แผนปฏิรูปจะยืดหยุ่น คล่องตัวกว่า ปรับเปลี่ยนอะไรกันได้ง่ายกว่า แต่ยุทธศาสตร์ชาตินั้นปรับได้ แต่ปรับยาก”



เพิ่งรู้ว่าทั่นรองฯ พูดกวนตนเป็นเหมือนกัน “ปรับได้แต่ปรับยาก” ไม่ยักเขียนให้ไม่ต้องปรับ น่าจะง่ายกว่า

อันว่ากฎหมายกำหนดให้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่ สนช. สภาลิ่วล้อโหวตผ่านสองวาระสุดท้ายรวดเดียวใน ๓ ชั่วโมงนั้น พวกคณะกรรมการที่ คสช. ตั้ง ๓๔ คน (๑๗ คนมาจากพวกแม่ทัพนายกอง อีก ๑๗ คน คสช. ขออนุญาตตั้งเอง) จะต้องรีดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน ๑๒๐ วัน

แล้วเสนอ ครม. อนุมัติเสร็จส่งให้ สนช. โหวตอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้วงการโต๊ดให้แต้มต่อ ๑๐ เอา ๑ ว่าจะต้องผ่านด้วยความเร็วสูงกว่าเดิม เพื่อชิง กินเนส เร็คคอร์ด

ต่อประเด็นที่มีกังขาว่าเวลาแค่สี่เดือนจะเขียนกันทันเหรอ มีคนกลัวว่าคณะกรรมการร่างยุทธศาสตร์จะสุกเอาเผากิน เรื่องนั้นอย่าห่วง

เพราะดูเหมือนว่า คสช. เขาเตรียมพิมพ์เขียว “เขียนกันไว้แล้ว ตั้งแต่ “ก่อนที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายจะผ่านด้วยซ้ำ”

ดังที่ ไอลอว์ชี้ชัด ร่างพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ นี้ “เปิดช่องเอาไว้ในมาตรา ๒๘ ว่าการรับฟังความคิดเห็นที่ได้ทำไปแล้วก่อนหน้านี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ ให้ถือเป็นการรับฟังที่ทำเสร็จไปแล้ว

และร่างกฎหมายที่ว่า ยังบอกว่า ร่างยุทธศาสตร์ชาติที่ได้จัดทำเอาไว้ก่อนแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ ให้เอามาใช้เป็นหลักในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตัวจริง


ถ้าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ อันเป็น ไฮบริด(ขอยืมคำของ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตกุล แห่งคณะนิติศาสตร์ มธ. ในการเสวนาเรื่อง ๘๕ ปีประชาธิปไตยไทยจะไปไหนดีมาใช้เป็นมาตรวัด) ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี คสช. จะ เขี้ยว สักแค่ไหน เหลือที่จะเดา

รัฐธรรมนูญนั้นวางหมากการเมืองการปกครองในอุ้งเท้า คสช. อย่างน้อย ๕ ปีเอาไว้เต็มที่แล้ว แม้ ดร.ปริญญาจะวิงวอนให้ “คสช.ปล่อยให้ ส.ว.ลงมติเลือกนายกฯ โดยอิสระ

และ “คืนความสุขให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด” ทั้งอ้อนว่า “การจะอยู่ยาวไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อใครทั้งสิ้น...เพราะทหารไม่ใช่คนกลางแล้ว แต่กลายเป็นคู่ขัดแย้ง” นั้น

ดร.ปริญญา (เพิ่ง) มาถึงบางอ้อว่าเป็นการ “เปลี่ยนบทบาทจากคนกลางมาควบคุมอำนาจ เหมือนกับที่เคยเกิดในช่วงพฤษภาทมิฬ ๓๕” ก็ตาม


คงได้แต่เดาเอาตามคำโตของ ตัวใหญ่หัวหน้า คสช. พูดไว้เมื่อ ๒๓ มิ.ย. นั่นละ ว่าเป็นโมเดล ไทยแลนด์ ๔.๐เศรษฐกิจดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม กระจายรายได้ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

อีกทั้ง “พวกเราทุกคนต้องใช้ศิลปะมากพอสมควร ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ร่วมกับหลักนิติศาสตร์ด้วย” ครบวงจรอะไรปานนั้น แต่ก็เนอะ วัดจากแบบบทหยดย้อยสามปีมานี่ คำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ล้วนแต่รื่นเริงบันเทิง เอามันเสียละมาก

ที่บอกว่า “เราวางแผนงานถึงปี ๒๕๗๙ ด้วยวิสัยทัศน์ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ของพวกทั่นนั้นน่ะ มันพิสูจน์มาแล้วหลายอย่าง โดยเฉพาะไอ้ที่อ้างเป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต”

ดูตัวอย่างแค่เรื่องกองทัพบก “จัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปทางธุรการและขนส่ง แบบ AW 139 (ฮ.ท.๑๓๙) จำนวน ลำ วงเงิน ๔๓,๕๔๘,๓๘๗.๑๐ เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ,๓๕๐ ล้านบาท โดยวิธีพิเศษจากบริษัท Agusta Westland ประเทศอิตาลี


ถึงจะเริ่มโครงการเมื่อปลายปี ๕๕ แต่ก็มาส่งมอบตอนปลายปี ๕๗ หลังรัฐประหาร แล้วปรากฏว่าฮอพันล้านทั้งสองลำ “ใช้งานได้เพียงปีเดียว” แล้วก็ “นำมาจอดเก็บไว้ที่โรงจัดเก็บของกรมขนส่งทหารบก” ตั้งแต่นั้นมา


ทำให้มองเห็นภาพถึงคราทั้งนายกฯ และรองฯ สองหน่อออกมาจ้อ ยุทธศาสตร์ชาติ ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก “เป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องเดินไปตามนั้น” บลา บลา บลา

นายกฯ พูดยืดยาวราวกับสอนค่านิยม ๑๒ ประการเด็กประถม นั่นละนะเขาว่า คนที่เข้าใจอะไรยาก มักพูดมากเสียเอง ดูได้จาก ไทยรัฐ


ไม่เท่านั้นทั่นรองฯ มาช่วยซ้ำ “ถ้าฝ่าฝืน ทำผิด หรือขัดแย้ง...ถึงขั้นติดคุกติดตะราง ต้องถอดถอนกัน”

อันนี้ไม่ได้ขู่ แค่พูดให้ฟังว่าความจริงยุค คสช. ถ่างขายาว ๒๐ ปี จะเป็นอย่างไร แม้จะมีคนทักว่าพวกที่ออกกฏเกณฑ์เหล่านี้ คงไม่ได้มีชีวิตอยู่ดูผลงานกันก็ตาม

“ส่วนเรื่องปฏิรูปจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะไม่มีซูเปอร์บอร์ดเหมือนกับยุทธศาสตร์ชาติ” แต่จะตั้งกรรมการปฏิรูปขึ้น ๑๑ คณะ ๑๑ ด้าน คณะละสิบกว่าคนมานั่งคิดสาระตะแทน สปท. ที่จะต้องสลายตัวไป

“แผนปฏิรูปจะยืดหยุ่น คล่องตัวกว่า ปรับเปลี่ยนอะไรกันได้ง่ายกว่า แต่ยุทธศาสตร์ชาตินั้นปรับได้ แต่ปรับยาก”


เพิ่งรู้ว่าทั่นรองฯ พูดกวนตนเป็นเหมือนกัน “ปรับได้แต่ปรับยาก” ไม่ยักเขียนให้ไม่ต้องปรับ น่าจะง่ายกว่า

อันว่ากฎหมายกำหนดให้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่ สนช. สภาลิ่วล้อโหวตผ่านสองวาระสุดท้ายรวดเดียวใน ๓ ชั่วโมงนั้น พวกคณะกรรมการที่ คสช. ตั้ง ๓๔ คน (๑๗ คนมาจากพวกแม่ทัพนายกอง อีก ๑๗ คน คสช. ขออนุญาตตั้งเอง) จะต้องรีดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน ๑๒๐ วัน

แล้วเสนอ ครม. อนุมัติเสร็จส่งให้ สนช. โหวตอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้วงการโต๊ดให้แต้มต่อ ๑๐ เอา ๑ ว่าจะต้องผ่านด้วยความเร็วสูงกว่าเดิม เพื่อชิง กินเนส เร็คคอร์ด

ต่อประเด็นที่มีกังขาว่าเวลาแค่สี่เดือนจะเขียนกันทันเหรอ มีคนกลัวว่าคณะกรรมการร่างยุทธศาสตร์จะสุกเอาเผากิน เรื่องนั้นอย่าห่วง

เพราะดูเหมือนว่า คสช. เขาเตรียมพิมพ์เขียว “เขียนกันไว้แล้ว ตั้งแต่ “ก่อนที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายจะผ่านด้วยซ้ำ”

ดังที่ ไอลอว์ชี้ชัด ร่างพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ นี้ “เปิดช่องเอาไว้ในมาตรา ๒๘ ว่าการรับฟังความคิดเห็นที่ได้ทำไปแล้วก่อนหน้านี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ ให้ถือเป็นการรับฟังที่ทำเสร็จไปแล้ว

และร่างกฎหมายที่ว่า ยังบอกว่า ร่างยุทธศาสตร์ชาติที่ได้จัดทำเอาไว้ก่อนแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ ให้เอามาใช้เป็นหลักในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตัวจริง


ถ้าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ อันเป็น ไฮบริด(ขอยืมคำของ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตกุล แห่งคณะนิติศาสตร์ มธ. ในการเสวนาเรื่อง ๘๕ ปีประชาธิปไตยไทยจะไปไหนดีมาใช้เป็นมาตรวัด) ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี คสช. จะ เขี้ยว สักแค่ไหน เหลือที่จะเดา

รัฐธรรมนูญนั้นวางหมากการเมืองการปกครองในอุ้งเท้า คสช. อย่างน้อย ๕ ปีเอาไว้เต็มที่แล้ว แม้ ดร.ปริญญาจะวิงวอนให้ “คสช.ปล่อยให้ ส.ว.ลงมติเลือกนายกฯ โดยอิสระ

และ “คืนความสุขให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด” ทั้งอ้อนว่า “การจะอยู่ยาวไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อใครทั้งสิ้น...เพราะทหารไม่ใช่คนกลางแล้ว แต่กลายเป็นคู่ขัดแย้ง” นั้น

ดร.ปริญญา (เพิ่ง) มาถึงบางอ้อว่าเป็นการ “เปลี่ยนบทบาทจากคนกลางมาควบคุมอำนาจ เหมือนกับที่เคยเกิดในช่วงพฤษภาทมิฬ ๓๕” ก็ตาม


คงได้แต่เดาเอาตามคำโตของ ตัวใหญ่หัวหน้า คสช. พูดไว้เมื่อ ๒๓ มิ.ย. นั่นละ ว่าเป็นโมเดล ไทยแลนด์ ๔.๐เศรษฐกิจดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม กระจายรายได้ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

อีกทั้ง “พวกเราทุกคนต้องใช้ศิลปะมากพอสมควร ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ร่วมกับหลักนิติศาสตร์ด้วย” ครบวงจรอะไรปานนั้น แต่ก็เนอะ วัดจากแบบบทหยดย้อยสามปีมานี่ คำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ล้วนแต่รื่นเริงบันเทิง เอามันเสียละมาก

ที่บอกว่า “เราวางแผนงานถึงปี ๒๕๗๙ ด้วยวิสัยทัศน์ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ของพวกทั่นนั้นน่ะ มันพิสูจน์มาแล้วหลายอย่าง โดยเฉพาะไอ้ที่อ้างเป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต”

ดูตัวอย่างแค่เรื่องกองทัพบก “จัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปทางธุรการและขนส่ง แบบ AW 139 (ฮ.ท.๑๓๙) จำนวน ลำ วงเงิน ๔๓,๕๔๘,๓๘๗.๑๐ เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ,๓๕๐ ล้านบาท โดยวิธีพิเศษจากบริษัท Agusta Westland ประเทศอิตาลี


ถึงจะเริ่มโครงการเมื่อปลายปี ๕๕ แต่ก็มาส่งมอบตอนปลายปี ๕๗ หลังรัฐประหาร แล้วปรากฏว่าฮอพันล้านทั้งสองลำ “ใช้งานได้เพียงปีเดียว” แล้วก็ “นำมาจอดเก็บไว้ที่โรงจัดเก็บของกรมขนส่งทหารบก” ตั้งแต่นั้นมา

ทำให้มองเห็นภาพยุทธศาสตร์ชาติไทย ๔.๐ ภายใต้น้ำมือ ๑๗ แม่ทัพนายกอง กับ ๑๗ ลิ่วล้อ คสช. ตั้งเอง ถึงคราทั้งนายกฯ และรองฯ สองหน่อออกมาจ้อ ยุทธศาสตร์ชาติ ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก “เป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องเดินไปตามนั้น” บลา บลา บลา

นายกฯ พูดยืดยาวราวกับสอนค่านิยม ๑๒ ประการเด็กประถม นั่นละนะเขาว่า คนที่เข้าใจอะไรยาก มักพูดมากเสียเอง ดูได้จาก ไทยรัฐ


ไม่เท่านั้นทั่นรองฯ มาช่วยซ้ำ “ถ้าฝ่าฝืน ทำผิด หรือขัดแย้ง...ถึงขั้นติดคุกติดตะราง ต้องถอดถอนกัน”

อันนี้ไม่ได้ขู่ แค่พูดให้ฟังว่าความจริงยุค คสช. ถ่างขายาว ๒๐ ปี จะเป็นอย่างไร แม้จะมีคนทักว่าพวกที่ออกกฏเกณฑ์เหล่านี้ คงไม่ได้มีชีวิตอยู่ดูผลงานกันก็ตาม

“ส่วนเรื่องปฏิรูปจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะไม่มีซูเปอร์บอร์ดเหมือนกับยุทธศาสตร์ชาติ” แต่จะตั้งกรรมการปฏิรูปขึ้น ๑๑ คณะ ๑๑ ด้าน คณะละสิบกว่าคนมานั่งคิดสาระตะแทน สปท. ที่จะต้องสลายตัวไป

“แผนปฏิรูปจะยืดหยุ่น คล่องตัวกว่า ปรับเปลี่ยนอะไรกันได้ง่ายกว่า แต่ยุทธศาสตร์ชาตินั้นปรับได้ แต่ปรับยาก”


เพิ่งรู้ว่าทั่นรองฯ พูดกวนตนเป็นเหมือนกัน “ปรับได้แต่ปรับยาก” ไม่ยักเขียนให้ไม่ต้องปรับ น่าจะง่ายกว่า

อันว่ากฎหมายกำหนดให้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่ สนช. สภาลิ่วล้อโหวตผ่านสองวาระสุดท้ายรวดเดียวใน ๓ ชั่วโมงนั้น พวกคณะกรรมการที่ คสช. ตั้ง ๓๔ คน (๑๗ คนมาจากพวกแม่ทัพนายกอง อีก ๑๗ คน คสช. ขออนุญาตตั้งเอง) จะต้องรีดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน ๑๒๐ วัน

แล้วเสนอ ครม. อนุมัติเสร็จส่งให้ สนช. โหวตอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้วงการโต๊ดให้แต้มต่อ ๑๐ เอา ๑ ว่าจะต้องผ่านด้วยความเร็วสูงกว่าเดิม เพื่อชิง กินเนส เร็คคอร์ด

ต่อประเด็นที่มีกังขาว่าเวลาแค่สี่เดือนจะเขียนกันทันเหรอ มีคนกลัวว่าคณะกรรมการร่างยุทธศาสตร์จะสุกเอาเผากิน เรื่องนั้นอย่าห่วง

เพราะดูเหมือนว่า คสช. เขาเตรียมพิมพ์เขียว “เขียนกันไว้แล้ว ตั้งแต่ “ก่อนที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายจะผ่านด้วยซ้ำ”

ดังที่ ไอลอว์ชี้ชัด ร่างพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ นี้ “เปิดช่องเอาไว้ในมาตรา ๒๘ ว่าการรับฟังความคิดเห็นที่ได้ทำไปแล้วก่อนหน้านี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ ให้ถือเป็นการรับฟังที่ทำเสร็จไปแล้ว

และร่างกฎหมายที่ว่า ยังบอกว่า ร่างยุทธศาสตร์ชาติที่ได้จัดทำเอาไว้ก่อนแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ ให้เอามาใช้เป็นหลักในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตัวจริง


ถ้าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ อันเป็น ไฮบริด(ขอยืมคำของ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตกุล แห่งคณะนิติศาสตร์ มธ. ในการเสวนาเรื่อง ๘๕ ปีประชาธิปไตยไทยจะไปไหนดีมาใช้เป็นมาตรวัด) ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี คสช. จะ เขี้ยว สักแค่ไหน เหลือที่จะเดา

รัฐธรรมนูญนั้นวางหมากการเมืองการปกครองในอุ้งเท้า คสช. อย่างน้อย ๕ ปีเอาไว้เต็มที่แล้ว แม้ ดร.ปริญญาจะวิงวอนให้ “คสช.ปล่อยให้ ส.ว.ลงมติเลือกนายกฯ โดยอิสระ

และ “คืนความสุขให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด” ทั้งอ้อนว่า “การจะอยู่ยาวไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อใครทั้งสิ้น...เพราะทหารไม่ใช่คนกลางแล้ว แต่กลายเป็นคู่ขัดแย้ง” นั้น

ดร.ปริญญา (เพิ่ง) มาถึงบางอ้อว่าเป็นการ “เปลี่ยนบทบาทจากคนกลางมาควบคุมอำนาจ เหมือนกับที่เคยเกิดในช่วงพฤษภาทมิฬ ๓๕” ก็ตาม


คงได้แต่เดาเอาตามคำโตของ ตัวใหญ่หัวหน้า คสช. พูดไว้เมื่อ ๒๓ มิ.ย. นั่นละ ว่าเป็นโมเดล ไทยแลนด์ ๔.๐เศรษฐกิจดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม กระจายรายได้ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

อีกทั้ง “พวกเราทุกคนต้องใช้ศิลปะมากพอสมควร ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ร่วมกับหลักนิติศาสตร์ด้วย” ครบวงจรอะไรปานนั้น แต่ก็เนอะ วัดจากแบบบทหยดย้อยสามปีมานี่ คำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ล้วนแต่รื่นเริงบันเทิง เอามันเสียละมาก

ที่บอกว่า “เราวางแผนงานถึงปี ๒๕๗๙ ด้วยวิสัยทัศน์ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ของพวกทั่นนั้นน่ะ มันพิสูจน์มาแล้วหลายอย่าง โดยเฉพาะไอ้ที่อ้างเป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต”

ดูตัวอย่างแค่เรื่องกองทัพบก “จัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปทางธุรการและขนส่ง แบบ AW 139 (ฮ.ท.๑๓๙) จำนวน ลำ วงเงิน ๔๓,๕๔๘,๓๘๗.๑๐ เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ,๓๕๐ ล้านบาท โดยวิธีพิเศษจากบริษัท Agusta Westland ประเทศอิตาลี


ถึงจะเริ่มโครงการเมื่อปลายปี ๕๕ แต่ก็มาส่งมอบตอนปลายปี ๕๗ หลังรัฐประหาร แล้วปรากฏว่าฮอพันล้านทั้งสองลำ “ใช้งานได้เพียงปีเดียว” แล้วก็ “นำมาจอดเก็บไว้ที่โรงจัดเก็บของกรมขนส่งทหารบก” ตั้งแต่นั้นมา

ทำให้มองเห็นภาพยุทธศาสตร์ชาติไทย ๔.๐ ภายใต้น้ำมือ ๑๗ แม่ทัพนายกอง กับ ๑๗ ลิ่วล้อ คสช. ตั้งเอง คงซื้อแหลกเพื่อเอาไว้มา “จัดเก็บ” แหงๆ 

วันศุกร์, มิถุนายน 23, 2560

๘๕ ปี ๒๔ มิถุนา มีความพยายามห้ามใจ และทำให้ลืม


วันนี้จนท.ติดต่อ-บุกบ้านของปชช.ไม่น้อยกว่า 7 คน ทั้งหมดกดสนใจ-เข้าร่วมกิจกรรม #24มิถุนา ที่ #หมุดคณะราษฎร บน FB  :รายละเอียดแต่ละกรณี ดังนี้



ลานบรมรูปฯได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ ส่วน #หมุดคณะราษฎร นั้นก็ถูกทับหายไปเช่นกัน อยากให้ลืมขนาดนั้นเชียววว #คณะราษฎร


เค้าว่านี่มัน 'ปาหี่แห่งชาติ' จริงป่าว ม่ายรุ


มีใครเขาจับภาพคณะตำรวจแห่งชาตินำตัวผู้ต้องหาวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ และอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ณ สถานที่เกิดเหตุ 

พบว่ากิริยาของนายวัฒนา ภุมเรส ผู้ต้องหา ไม่ธรรมดา เหมือนกระซิบข้างหู พล.ต.อ.ฉัตรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

อีกภาพ ตำรวจที่เดินประกบดูมีมิตรจิต มิตรใจเป็นพิเศษอยู่ ไม่เชื่อ ดูคอมเม้นต์

#ภาษากายมันบ่งบอก เล่นละครแม่งให้เนียนหน่อยก็ไม่ได้

>>>>> นี่มันปาหี่แห่งชาติ หรือไงวะเนี่ย ผบ.ตำรวจแห่งชาติ ซี้กับ มือระเบิดแห่งชาติ กระซิบ กระซาบ ขนาดนี้เลย ช่างชื่นมื่น เหลือเกิน

@>>> คนในประเทศนี้มันกินข้าวนะโว้ยเฮ้ย จะเอาฮา เอาขำ กันไปถึงไหนกัน

#OpSingleGateway
#OpStopArticle44



กับนี่ของ 
  

"Extremely odd for a multiple Bangkok bomber not to be handcuffed plus having an intimate conversation w/ national police chief, conspiracy?"

เน้นว่ากุญแจมือไม่ต้องใส่ คงเพราะถือว่าคดีไม่ร้ายแรงอะไร แค่มีคนเจ็บไม่กี่ราย

แม้นว่า "ผบ.ตร.สั่งด่วนที่สุด ห้ามตร.แสดงท่าสนิทสนมผู้ต้องหา คาดโทษผิดวินัย-ปกครอง สดทางช่อง "

เค้าคงหมายถึงคดี 'เปรี้ยว' แต่นี่ก็ไม่เบาเหมือนกัน

กลายเป็นว่าดราม่าน้ำตาร่วงเนี่ย มันสร้างกระแสขึ้นมา กำลังก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำขึ้นแล้ว

เรื่องยิ่งลักษณ์ร้องไห้วันเกิดเป็นสาวใหญ่วัย ๕๐ บิ๊กไฟ้ฟ์ นั่นน่ะไม่ใช่ดราม่าธรรมดาซะแล้ว ลงถ้าอาอี๊ ติ่งมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ออกมาเต้นแร้งเหน็บหนักทันควัน

“อย่าทำเป็นนางเอกละครดาวพระศุกร์ อายุ ๕๐ ต้องมีสติพอจะไตร่ตรองสำนึกได้ว่า ทำไมชาวนาถึงผูกคอตายไปเกือบ ๒๐ ศพในสมัยเป็นนายกฯ ตอนนั้นทำไมไม่ไปร้องไห้หน้าศพชาวนา”


ว่าตามตรงคำบริภาษณ์ของนางมัลลิกามีบางอย่างพอรับฟังได้ แต่เรื่องชาวนาผูกคอตายนั้นสมัยอภิสิทธิ์ก็เคยมี สมัยประยุทธ์ก็มี ย้อนไปสมัยชวนปล่อยหมาไล่กัดชาวนาซะอีก อี๊พูดไม่หมดอย่างนี้ถ้าอ้างว่าเพราะอยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องจำนนความจริง

ส่วนว่า “หยุดนำพี่น้องเสื้อแดงมาเป็นตัวประกัน เพราะประสบการณ์บอกให้รู้ว่าทุกครั้งที่มีการปลุกระดมประชาชนพี่น้องเสื้อแดงขึ้นมา ประชาชนที่เป็นพี่น้องเสื้อแดงก็โดนถีบหัวส่งเสมอ

อ๊ะ อ๋า ช้าก่อน พูดแบบนี้พวกเสื้อแดงเขาต้องบอกว่าอย่าโมเมอ้าง “ชั้นไม่ใช่ญาติของเธอ”

โดยเฉพาะตอนปิดท้ายดันว่า “อย่าฉวยโอกาสเอาความที่สาวกเสื้อแดง อ่านหนังสือไม่เกิน บรรทัดจึงไม่เข้าใจโครงสร้างของคดีทั้งหมด มาเป็นโอกาสของคุณ” นี่เป็นวิธีลูบหลังก่อนแล้วค่อยตบหัว จะเอาเขามาอ้างแล้วยังดูหมิ่น

ย้อนกลับไปดูกันสิว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ แสดงอะไร นางมัลลิกาถึงได้กระเหี้ยนกระหือเสียเหลือหลาย

ไฮไล้ท์คัดจาก เนชั่นทีวีให้มั่นใจว่าไม่ใช่ข่าว อวยส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต้องใช้ ไทยรัฐ เป็นตัวช่วย

“ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตาว่า วันเกิดทุกคนรอฉลองอย่างมีความสุข แต่ในปีนี้ได้แต่รอโชคชะตา สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่งหวังว่าวันเกิดปีนี้จะมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา และคาดหวังว่าจะมีโอกาสมาทำบุญวันเกิดแบบนี้ในปีหน้าอีก”


 “การต่อสู้คดีในโครงการรับจำนำข้าวนั้น คาดหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม เพราะทุกอย่างอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาคดี สิ่งใดที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะร้องขอต่อศาล

หวังว่าศาลจะเมตตาให้ความเป็นธรรม โดยเห็นว่าหากผู้ที่ดำเนินนโยบายได้รับผลเช่นนี้ ก็เชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าดำเนินการเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน


คงไม่มีกลุ่มไหนเม้าท์เรื่องนี้ได้ดีเท่า ปวินแฟนขลับPavin Chachavalpongpun เจ้าของกระทู้เปิดเวทีอภิปรายว่า “จะตีความยิ่งลักษณ์ร้องไห้ ว่ายังไงดี

...ถ้าจะมองอย่างคนเห็นใจยิ่งลักษณ์ คงต้องบอกว่า มันเป็นความรู้สึกอัดอั้นตันใจของยิ่งลักษณ์จริงๆ โดนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดนอยู่ฝ่ายเดียว เมื่ออยู่ท่ามกลางกัลยาณมิตร เลยเก็บน้ำตาไม่ไหว บรรยากาศพาไป เลยร้องไห้ออกมา

...ถ้าจะมองอย่างนักวิเคราะห์ คนที่อยู่กลางๆ (อย่างผมมั้ง) นอกไปจากความรู้สึกอัดอั้นตันใจแล้ว ยิ่งลักษณ์ต้องรู้ว่าการร้องไห้ในที่สาธารณะอย่างนี้มันสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้

นับตั้งแต่รัฐประหาร ยิ่งลักษณ์วางยุทธศาสตร์สำคัญประการหนึ่งคือ การยังคงติดต่อกับฐานมวลชนอย่างต่อเนื่อง มีกิจกรรมเดินสายไม่หยุดหย่อน เป็นทางหนึ่งในการรักษาความนิยมเอาไว้

ทั้งในแง่การเป็นเกราะคุ้มกันหากรัฐบาลทหารคิดจะเล่นงานเธออย่างจริงจัง และในแง่ของการมองอนาคตทางการเมืองของตัวเองในระยะยาว...”


หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายบนเพจ Suda Rangkupan วิเคราะห์ด้วยหลักจิตวิทยาว่า “มันเป็นภาวะทางจิต (mental state) มันเกิดควาามรู้สึกยากจะเก็บกลั้นอารมณ์ได้จริงๆ นะคะอาจารย์ จึงยากที่จะวินิจฉัยไปทางใดทางหนึ่ง คิดว่าภาวะเข้มข้นทางอารมณ์ มันก็เป็นไปได้สูงมาก พอๆ กันกับเหตุผลทางการเมือง

แต่ว่า Jittra Cotchadet ณ สวีเด็น เธอไม่วิเคราะห์ละ ฟันธงเลยว่า “ยิ่งลักษณ์เธอสบายกว่าคนอื่นครึ่งค่อนประเทศ ยังมีคนทุกข์กว่าเธออีกเยอะ การเมืองทั้งนั้น...

แก้ไขไม่แก้แค้น แก้อะไรได้บ้าง เอารายชื่อแก้ ๑๑๒ ใส่พานให้ก็ปัดตก ให้นิรโทษคนติดคุกก็ไม่ทำ จะเอาพี่ชายกลับบ้านให้ได้ เหอะๆๆ” อันนี้แน่นอน แค้นฝังหุ่น

สิ่งที่ หนักหนา จนเป็นแรงกดดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องหลั่งน้ำตาต่อหน้าสาธารณะ น่าจะมีประเด็นครั่นเนื้อครั่นตัว ว่าเมื่อไหร่กรมบังคับคดีจะออกอาการ ลงมือยึดทรัพย์ของเธอ ตามที่ คสช. ได้มีคำสั่งไปแล้ว แม้ทั้งคดีแพ่งและอาญายังคาอยู่ที่ศาล

ถกกันไปทำไรมี คุณพี่วิษณุ (เครืองาม) ทั่นรองฯ ฝ่ายกฎหมายสรุปให้แล้วว่า “หยุดไว้เพราะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร ที่ไหน...

ผมเข้าใจว่าเวลานี้ยังไม่ถูกเบรกจากศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราว ทำให้กรมบังคับคดีเดินหน้าไปได้ แต่ยังไม่มีอะไรที่จะไปยึด เพราะไม่เจอว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์มีอะไร”

ทั่นรองฯ อธิบายเสริมด้วยว่า “เหมือนกับคดีอื่นที่ศาลตัดสินว่าคนนั้นแพ้คดี แล้วให้ไปยึดทรัพย์เพื่อมาชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็หาทรัพย์ แต่เมื่อหาทรัพย์ไม่เจอก็หยุดไว้ก่อน


เป็นอันว่าหลุดไปเปราะหนึ่ง จึงพอคาดหวังได้ว่ากรมบังคับคดีคงจะยัง ส่ายไม่ได้ จนกว่าศาลปกครองสูงสุดและศาลอาญาแผนกคดีการเมืองจะ สั่น

ซึ่งรูปคดีนั้นได้มีการนัดสืบพยานไปแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งก็เป็นที่ฮือฮาหน้าศาล เมื่อมีชาวบ้านและประชาชนจำนวนมากไปให้กำลังใจ

เธอ “หวังว่าอีกไม่กี่นัดที่เหลือจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคได้ และคงได้รับความยุติธรรม ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจที่หน้าศาลเกือบทุกนัดด้วยความยากลำบาก

เลยกลายเป็นว่าดราม่าน้ำตาร่วงเนี่ย มันสร้างกระแสขึ้นมา กำลังก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำขึ้นแล้ว

ส่วนอี๊ติ่งอยากจะเร่งรัดคดีเพราะเห็นว่าเนิ่นนานมา ๖ ปี ก็ต้องไปร้องที่ศูนย์ดำรงธรรมนั่นนะ จะมาเขียนด่ายิ่งลักษณ์บนหน้าเฟชบุ๊คอย่างนี้ ศาลทั่นไม่มีเวลามาไล่เก็บข้อมูลหรอกอี๊