วันพุธ, ธันวาคม 13, 2560

"แค่เรื่องนาฬิกาสิบกว่าเรือนสิบกว่าล้านไม่ได้แจ้งรายการทรัพย์สินกับ ปปช. เท่านั้น ขี้ประติ๋ว"

เห็นว่าเที่ยวนี้ “ทีม ปชป.ทำงานประสบผลสำเร็จ เพราะมีเสียงตอบรับจากสื่อมากเกินคาด” คมชัดลึกเขาชื่นชมลีลานายหัว กรีดยางจากเหนียงของหัวหน้า คสช.

“จี้ถูกจุดเรื่องรายได้คนใต้ลด เขย่าทีมสมคิดให้ตื่นจากฝันได้พอควร”  (http://www.nationtv.tv/main/content/378588668/)

แต่ว่าคนเต้นน่ะเป็นตัวหัวหน้า ปาดกลับด้วยตัวเอง เพราะช่วงนี้โฆษก อกหักหลบไปพัก เลียแผลใจที่เกาหลี...ตามนั้น ดังที่ Wassana Nanuam เธอเล่าเรื่องเสธ.ไก่อู “มีน้ำตามาคลอๆ จนถึงขั้นที่เอ่ยประโยคถามน้องเอ๋ ภริยา ว่าพี่มันเลวนักหรือไง” นั่นละ


“คงหวังดี ท่านเป็น คนดี ไง แต่การเมืองมันไม่ใช่แบบนั้น” นักการเมืองแบบแย่งตั้งสอนนักการเมืองรอรายงาน “วันนี้รัฐบาลปัจจุบันอนุมัติงบประมาณให้กลุ่มจังหวัดมากกว่าเดิม มีทั้งงบจากภาค ท้องถิ่น แต่ก่อนงบเหล่านี้เลือกเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน ภาคเหนือ”

เห็นไหมล่ะ เขาปาดเก่งขนาดไหน ปาด ป๊าดเดียว เชือดสองราย พวกนักเลือกตั้งทั้งนั้น ทั้งใต้ ทั้งเหนือ ทั้งอีสาน

“มันยากไหมเล่า นั่นเเหละคือความยากง่ายของประชาธิปไตยไทย ไม่ใช่อยู่ๆ จะมาตั้งคำถามว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่” สอนบทเรียนประชาธิปไตยให้อีกต่างหาก


พอถึงเรื่อง แหวนเพชรแม่ให้ นาฬิกายืมเพื่อน(เจ้าตัวบอกไม่ได้พูดนะ นัยว่า หมัดเหล็ก ไทยรัฐนั่งเทียนเขียนเอง) ทั่นหัวหน้าใหญ่ทำท่าจะไปไม่เป็นเอาเหมือนกัน “ขอร้องสื่อให้ลดราวาศอกกันบ้าง”

แต่ครั้นมาถึงเรื่องตำรวจบุกจับ ฟลุ๊คศรี มณีเด้ง เน็ตไอดอลแอบสูบบุหรี่ไฟฟ้า แบบว่าจู่โจมลากตัวถูลู่ถูกังยิ่งกว่าผู้ต้องหาฆ่าคน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดันบอกว่า “เรื่องเล็กๆน้อยๆ แล้วต้องผ่อนผันไป ไม่ต้องทำอะไรหรือไง

โทษผู้ต้องหาสะดิ้งเกินเหตุซะอีก “เขาก็เอาไปควบคุมตัว ก็ดิ้นรนเกลือกกลิ้งอยู่อย่างนั้น แล้วก็มาพาลให้คนรู้สึกว่ารุนแรงเกินไป แล้วทำไงจะให้ปล่อยไป เเล้วอุ้มหรือ


กับกรณีพี่ใหญ่ คสช. มีผู้สังเกตุเห็นว่า “คนเดียวกันพูดในวันเดียวกัน” หลักกูเปลี่ยนมาเป็นหลักการ“กฎหมายว่าอย่างไรก็ไปว่ากันตามขั้นตอน” ลุงตูบว่า “อย่าไปมองในทางที่แย่ทั้งหมด...

เพราะสื่อและหลายคนก็จ้องอยู่เช่นกัน เขาต้องการตีให้แตกออกจากผม ก็รู้อยู่” ทิ้งท้ายไม่วายสไตล์ ข่ม โฮ่งโฮ่ง ตามฟอร์มเก่า “ถ้ายิ่งไม่มีคนอยู่ด้วยจะยิ่งดุกว่าเดิม”


แล้วที่ไม่ได้ดุเหมือนเดิมก็เพราะมีแต่พวกที่เคยเป็น คนกันเอง ทั้งนั้นที่ออกมาด่าละสิ

เริ่มจาก ทิชา ณ นคร รณรงค์ทาง change.org ให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรรณ ลาออก จากการที่ปากไว ให้สัมภาษณ์กรณี น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิตในโรงเรียนว่าเป็นเพราะร่างกายอ่อนแอ แต่ชันสูตรศพครั้งที่สองพบว่า ร่างกายและอวัยวะมีร่องรอยถูกทำร้าย

(แม้นว่า “คณะกรรมการสอบสวน ที่มี พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหารเป็นประธาน” ยังดึงดันยืนกรานว่าการตายของ นตท. ภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ “เกิดจากปัญหาสุขภาพ ที่เกิดจากหลายสาเหตุ ส่งผลให้หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน” https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_666551)
ตามด้วย รสนา โตสิตระกูล เล่นเรื่องนาฬิกาหลายเรือนไม่เฉพาะริชาร์ด มิลล์ น่าจะมีทั้ง Rolex และ Patek (Philippe) ดูสนนราคาน่าจะเกินเรือนละ ๒ แสนบาท

อดีต สว. นักปฏิรูปพลังงานก่อนเลือกตั้ง แล้วได้เป็น สปช. นักปฏิรูปแห่งชาติ จี้ว่าปัญหาอยู่ที่ “ไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินเหล่านี้ต่อ ปปช. เหมือนรัฐมนตรีท่านอื่นๆ น่ะซิ”

ทางด้าน วีระ สมความคิด อดีตพันธมิตรฯ ที่ไปติดคุกเขมรเพราะเสียรู้ ปชป. เดี๋ยวนี้เป็นนักต้านคอรัปชั่น (ในแวดวงทหาร) คนสำคัญ จี้หนักเข้าไปอีกว่าแหวนเพชรแหวนพลอยของบิ๊กตือนั้นเยอะไปหมด ส่วนนาฬิกาแต่ละเรือนราคาเกินล้านทั้งนั้น

ป.ป.ช.ต้องทำกรณีนี้ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ประชาชนกำลังจับตาดูอยู่ทั้งประเทศ หากทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย ป.ป.ช.จะตกเป็นจำเลยทั้งทางอาญาและจากสังคม”


โธ่ คุณวีระก้อ มีหรือเขาจะแคร์ ต่อให้จับตาดูทั้งโลก คสช.เสียอย่างทั้งแถกทั้งดันกันไปได้ นักเรียนเตรียมทหารตาย พ่อ แม่ พี่สาว นักเป่านกหวีดเก่าให้ คสช.เข้ามาครองเมืองแท้ๆ เขายังไม่สน ศพมีอวัยวะชำรุดยังแถกไปจนได้ว่าตายเพราะปัญหาสุขภาพ

นี่แค่เรื่องนาฬิกาสิบกว่าเรือนสิบกว่าล้านไม่ได้แจ้งรายการทรัพย์สินกับ ปปช. เท่านั้น ขี้ประติ๋ว 

คอยดูสิ เดี๋ยวผลตรวจสอบออกมาต้องบอกว่านาฬิกาปลอมทั้งนั้น ทั่นได้มาจากคลองถม (ตอนก่อน คสช.สั่งปิด) น่ะ สนนราคาไม่พอให้แจ้ง

ตายฟรี?!? บก.ทัพไทย สรุปผลสอบ"น้องเมย" แล้ว ชี้เพราะปัญหาสุขภาพ ไม่ใช่เพราะถูกซ่อม ! (แล้วทำไมเครื่องในหาย... ซี่โครงหัก?)





ไม่ใช่เพราะถูกซ่อม !

บก.ทัพไทย สรุปผลสอบ"น้องเมย" แล้ว ชี้เพราะปัญหาสุขภาพ หลายสาเหตุ ทำหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ยันไม่ใช่ถูกซ่อม ตาย เผยสอบ 41ปาก ยืนยัน พร้อมประวัติการรักษา เข้าห้องพยาบาลบ่อย ยัน การซ่อม ไม่มีผล เพราะกลับมาเป็นปกติดี แถม ลงโทษ รุ่นพี่แล้ว ขั้นปลด จากนักเรียนบังคับบัญชา / สรุปเสนอ ผบ.สส.13ธค.เตรียมให้ แพทย์แถลงชี้แจง พร้อมหลักฐาน ในสัปดาห์นี้

มีรายงานข่าว ว่า ในการประชุมคณะกรรมการสอบสวน ที่มี พล.อ.อ.ขวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร เป็นประธาน เมื่อเย็น 12ธค.นั้น

ได้สรุปผลการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร ภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย แล้วว่า เกิดจากปัญหาสุขภาพ ที่เกิดจากหลายสาเหตุ ส่งผลให้หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

หลังจากสอบ ปากคำ พูดคุยกับ นักเรัยนเตรียมทหาร ที่เป็นเพื่อนและรุ่นพี่ จนท. ผู้เห็นเหตุการณ์ ครู นักเรียนบังคับบัญขา
ทหารปกครอง ทหารเสนารักษ์ กองแพทย์รวม41คน

ประกอบกับ ประวัติการรักษาทางการแพทย์และเข้าห้องพยาบาล มาตลอดของ น้องเมย และคำให้การของนักเรียนเตรียมทหารทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง ยืนยันว่าน้องเมยไม่ค่อยแข็งแรงป่วยบ่อย เข้าห้องพยาบาลบ่อย

และพบว่าก่อนหน้านี้ หกล้มที่ตรงบันได มีภาพวงจรปิดยืนยัน ตอนจะไปเรียนวิชาพละศึกษา แต่ ไม่ได้เกิดจากการถูกซ่อมแต่อย่างใด

ทั้งนี้คณะกรรมการฯ เข้าใจดีว่ากระแสสังคมเชื่อไปแล้วว่า น้องเมย ถูกซ่อม เสียชีวิต

แต่คณะกรรมการฯ จะนำหลักฐานทางการแพทย์การตรวจรักษาและภาพวงจรปิดรวมทั้งการให้ปากคำมายืนยัน

และ จากปากคำของนักเรียนเตรียมทหารพบว่าน้องเมย ไม่สบายบ่อย มีอาการปวดหัวไม่สบาย และนอนอยู่ห้องพยาบาลบ่อยครั้ง

อีกทั้ง ก่อนเสียชีวิต 2 วันก็อยู่แต่ห้องพยาบาล คงไม่มีใครไปทำอะไรน้อง

ทั้งนี้ได้มีการสอบปากคำนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ ที่เป็นนักเรียนบังคับบัญชาที่เคยซ่อมน้องเมยเมื่อ เดือนสิงหาคม ด้วยท่าปักหัวโหม่งโลก นั้น ก็ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งนักเรียนบังคับบัญชา และถูกลงโทษไปแล้ว

อีกทั้งตอนนั้น น้องเนย ก็กลับมาเป็นปกติ ดี หลังจากนั้น ซึ่งถือว่า จบตอนไปแล้ว

แต่ต่อมาก่อน เสียชีวิต 2วัน นักเรียนรุ่นพียืนยันว่า ให้วิดพื้น ไม่ได้ทำหนักแต่อย่างใด

คณะกรรมการฯ จึงสรุปผลว่าน้องเมยน่าจะเสียชีวิตจากปัญหาสุขภาพร่างกาย ของตนเองที่ไม่แข็งแรง ประกอบกับอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและอาการอื่นประกอบด้วย

ซึ่งตรงกับผลการสอบสวน ก่อนหน้านี้ของโรงเรียนเตรียมทหารโดยมีแพทย์ยืนยัน

โดยในวันที่13ธค. คณะกรรมการจะสรุปผลเสนอ พลเอกธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

จากนั้นจะมีการแถลงข่าวชี้แจงภายในสัปดาห์นี้ แต่ตอนนี้ รอผลทางการแพทย์และเอกสารเพิ่มเติมประกอบด้วย

ส่วนกรณีที่ผลสอบของกองทัพไทย อาจจะสวนทางกับผลสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ออกมาก่อนหน้านี้ บางส่วน ที่ว่า บอบช้ำและซี่โครงร้าว ไม่ได้เกิดจาก การปั้มหัวใจนั้น คณะกรรมการฯ ระบุว่าเราก็มีหลักฐานในเรื่องของการตรวจรักษา ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ชี้แจงในการแถลงข่าวเอง ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเริ่องพยาธิสภาพของร่างกายบางครั้งก็ยากที่จะเข้าใจได้ สำหรับคนทีมีใช่แพทย์่

ทั้งนี้ คณะกรรมการ เสียใจกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีใคร อยากให้เกิดการเสียชีวิต ทุกคนใน รร.เสียใจ กับการจากไปของ น้องเมย


Wassana Nanuam

...

Taradol Kulsiri ยึดอำนาจประชาชน
มีกฎหมายให้ท้ายคนเลว
ไม่ปกป้องผู้บริสุทธ
ทำลายเศรษกิจประเทศ

*** ประเทศไทยยุคปัจจุบัน ***


จับตาเสาะหา “ความยุติธรรม” คดี “ผมเพียงแต่ถูกชวนไปทำบุญ”: เรื่องราวของ ‘นพฤทธิ์’ จำเลยมาตรา 112 คดีแอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ



คดีแอบอ้างพระเทพฯ เรียกผลประโยชน์ที่กำแพงเพชร ศาลออกหมายเรียกเอกสารจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อ “ตีความ” ว่ามาตรา 112 ครอบคลุมพระเทพฯ ด้วยเหรือไม่ แต่กฤษฎีกาไม่ให้อ้างเป็น “ความลับ” (อ้างแบบนี้ได้ด้วยเหรอ คำสั่งศาล นี่มัน subpoena นะ) ต่อมาศาลก็ไม่ออกหมายให้อีกแล้ว

ส่วนจำเลยลูกชาวนาที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่เคยชุมนุมกับกลุ่มเสื้อสีใด ๆ มาก่อน มุ่งมั่นทำมาหากิน สร้างฐานะและครอบครัว ไม่เคยกระทำผิดทางอาญา ถูกชวนไห้ไปงานบุญเพียงครั้งเดียว ถูกขังระหว่างรอการพิจารณามาสามปีกว่าแล้วโดยไม่ได้ประกันตัว

จะให้เขาหา “ความยุติธรรม” ได้จากไหน นอกจาก “ศาลสถิตยุติธรรม”?



Pipob Udomittipong shared ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน's post.
14 hrs

...


“ผมเพียงแต่ถูกชวนไปทำบุญ”: เรื่องราวของ ‘นพฤทธิ์’ จำเลยมาตรา 112 คดีแอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ





05/09/2016
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิในุษยชน


ปรากฏการณ์หนึ่งของการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ในช่วงหลังการรัฐประหาร 2557 คือมีการใช้ข้อกล่าวหานี้ดำเนินคดีกับบุคคลจำนวนมากที่ “แอบอ้าง” พระนามของพระมหากษัตริย์หรือบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายนี้ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน แม้ก่อนการรัฐประหารจะปรากฏกรณีลักษณะนี้อยู่บ้างแล้ว แต่การใช้มาตรา 112 ในคดีลักษณะแอบอ้างดังกล่าว กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากหลังรัฐประหาร ทั้งจำนวนมากเป็นการดำเนินการกับกลุ่มบุคคลสำคัญต่างๆ อีกด้วย เช่น กรณีพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ พี่น้องอัครพงษ์ปรีชา และพวก, กรณี “หมอหยอง” และพวก หรือล่าสุดในกรณีของ “หญิงไก่” และพวก

คดีแอบอ้างสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเรียกผลประโยชน์ ที่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ปรากฏขึ้นหลังรัฐประหาร ในคดีนี้นอกจากจะมีปัญหาทางกฎหมายในเรื่องการใช้ข้อกล่าวหาเรื่องมาตรา 112 กับลักษณะความผิดฐานแอบอ้างหาประโยชน์แล้ว ยังมีปัญหาเรื่องสถานะของสมเด็จพระเทพฯ ว่าเป็นบุคคลตามองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 หรือไม่

เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นจากกรณีมีการปลอมเอกสารหนังสือราชการของสำนักราชเลขานุการ กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมนำไปอ้างแสดงต่อเจ้าอาวาสวัดไทรงาม อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร และยังมีการกล่าวอ้างว่าสามารถที่จะทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาร่วมในพิธีของวัดได้ โดยมีการกล่าวอ้างแสดงตนว่าเป็นหม่อมหลวงไปร่วมงานของวัด พร้อมมีการเรียกเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ จากผู้เสียหาย

ต่อมา กรรมการของวัดดังกล่าวเข้าแจ้งความดำเนินคดี ทำให้มีผู้ถูกจับกุมและตั้งข้อกล่าวหา 4 คน ได้แก่ นางอัษฎาภรณ์, นายกิตติภพ, นายวิเศษ และนายนพฤทธิ์ (ขอสงวนนามสกุล) ในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 และความผิดในการร่วมกันปลอมเอกสารราชการ โดยนายกิตติภพและวิเศษยังถูกกล่าวหาในข้อหาสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับการติดต่อจากญาติ เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายหนึ่งในจำเลยในคดีนี้ ได้แก่ นายนพฤทธิ์ โดยญาติและตัวผู้ต้องหาเองให้ข้อมูลตลอดมาว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวแต่อย่างใด

เรื่องเล่าต่อจากนี้ เป็นเรื่องราวสำหรับทำความรู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งที่ตกไปเป็นจำเลยร่วม ที่มาที่ไปของคดีในแง่มุมที่เกี่ยวกับตัวเขา และ “วิบากกรรม” ที่เขาและครอบครัวต้องประสบ พร้อมกับคำยืนยันว่าเขาเพียงแต่ถูกอดีตรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยชักชวนไปร่วมเป็นเจ้าภาพในการทำบุญ ไม่ได้ทราบเรื่องหรือร่วม การ “กระทำผิด” ใดๆ แต่กลับถูกคุมขังในระหว่างการต่อสู้คดีมากว่า 1 ปีแล้ว…

จากหนุ่มนักมวยอุบลฯ สู่พนักงานบริษัทในกรุงเทพ

นพฤทธิ์ เป็นชายผิวคล้ำร่างเล็ก ปัจจุบันอายุ 29 ปี พื้นเพครอบครัวเป็นคนอำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี พ่อและแม่ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร ทำนาทำไร่และเลี้ยงสัตว์ มีลูกชายทั้งหมด 4 คน แต่ละคนอายุไม่ห่างกันมากนัก โดยนพฤทธิ์เป็นลูกชายคนที่ 3 เขาเรียนจบชั้นประถมและมัธยมต้นในจังหวัดอุบลราชธานี แล้วจึงเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนวัดในกรุงเทพฯ

ตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมปลาย นพฤทธิ์เริ่มหัดชกมวยสากลสมัครเล่น จนได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน และได้โควตานักกีฬาเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระหว่างเรียน เขายังคงชกมวยอยู่ในชมรมมวยสากล และได้เป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย โดยชกในรุ่นไลท์เวท น้ำหนักเกิน 57 กิโลกรัม แต่ไม่เกิน 60 กิโลกรัม

ในช่วงระหว่างเรียนและต่อเนื่องมาจากจนหลังเรียนจบ นพฤทธิ์ยังเข้าทำงานเป็นดีเจเปิดเพลงในร้านอาหาร เพื่อลดภาระของครอบครัว และหารายได้ในการเรียนของตนเอง

ต่อมา ด้วยทักษะภาษาอังกฤษค่อนข้างดี หลังเรียนจบ นพฤทธิ์ได้เข้าทำงานเป็นพนักงานขายที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงปี 2556 บริษัทดังกล่าวมีชื่อเสียงระดับเป็นผู้สนับสนุนทีมกีฬาฟุตบอลในยุโรป โดยเขาได้เงินเดือนๆ ละ 30,000 บาท ทั้งในช่วงกลางคืน นพฤทธิ์ยังไปทำงานเป็นดีเจเปิดเพลงในร้านค็อกเทลอีกด้วย งานนี้ให้รายได้เขาอีกเดือนละ 25,000 บาท กล่าวได้ว่ารายได้ต่อเดือนของเขาค่อนข้างพอเพียงกับการใช้ชีวิตในกรุงเทพ และยังสามารถส่งเงินกลับไปดูแลพ่อกับแม่ที่อุบลราชธานีได้อีกจำนวนหนึ่ง

นพฤทธิ์ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางเมือง หรือร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อสีใดๆ มาก่อน เขามุ่งมั่นทำมาหากิน สร้างฐานะและครอบครัว ไม่เคยกระทำผิดทางอาญา ทั้งไม่ได้สนใจใส่ใจเรื่องการเมืองของประเทศมากนัก จึงไม่ได้รับรู้รับทราบเรื่องราวการใช้กฎหมายมาตรา 112 จนกระทั่งมาเผชิญกับตนเอง

ไม่นานก่อนเกิดเหตุคดีนี้ เขาพบรักกับภรรยาสัญชาติญี่ปุ่น ที่อายุน้อยกว่านพฤทธิ์หนึ่งปี เธอทำงานเป็นพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และได้รู้จักกันขณะไปเที่ยวที่ร้านค็อกเทลที่เขาทำงานอยู่ หลังคบหากัน ทั้งคู่ตกลงใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน โดยงานแต่งงานมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2558 ก่อนไปจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกันที่เขตบางรักเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม….หนึ่งวันก่อนหน้าฝ่ายชายจะถูกจับกุม

เมื่อรุ่นพี่ชักชวนไปทำบุญ แต่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112

จากปากคำของนพฤทธิ์ เขาไม่เคยรู้จักนางอัษฎาภรณ์ จำเลยที่ 1 และนายกิตติภพ จำเลยที่ 2 ในคดีนี้มาก่อน แต่รู้จักนายวิเศษ จำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่ในชมรมมวยสากล และเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัยด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ถึงกับสนิทสนมกันมากนัก หลังจากเรียนจบก็แทบไม่ได้พบกัน จะมีโอกาสได้เจอกันบ้างตามงานเลี้ยงสังสรรค์หรืองานทำบุญของชมรมมวยสากล แต่นายวิเศษนี่เองที่เป็นผู้ชวนเขาไปร่วมทำบุญ จนเป็นที่มาของการถูกดำเนินคดีนี้

หลังจากไม่ได้เจอกันนาน นพฤทธิ์เล่าว่าในช่วงต้นปี 2558 วิเศษได้โทรศัพท์ติดต่อสอบถามเรื่องงานแต่งงานของเขา และวันแต่งงานในเดือนมีนาคม 2558 นายวิเศษได้เดินทางไปร่วมงาน โดยพากิตติภพ ที่ถูกแนะนำว่าเป็นเพื่อนร่วมงานมาด้วย แต่ในวันนั้นยังไม่ได้มีการพูดคุยกันมากนัก เพียงทักทาย กล่าวอวยพร และนายวิเศษได้เปรยสั้นๆ ขึ้นว่าจะชวนไปทำบุญด้วยกัน

จนหลังงานแต่งงานราว 2-3 อาทิตย์ วิเศษได้โทรศัพท์มาหานพฤทธิ์อีกครั้ง โดยชักชวนให้ไปร่วมเป็นเจ้าภาพในการทำบุญโรงทานที่วัดในจังหวัดกำแพงเพชรในวันที่ 26 เมษายน แต่การพูดคุยครั้งนั้น นพฤทธิ์ยังไม่ได้รับปากจะเดินทางไปด้วย เนื่องจากติดภารกิจส่วนตัว

จนเมื่อใกล้วันทำบุญนายวิเศษได้โทรศัพท์มาชวนอีกครั้ง และวันที่ 25 เมษายน วิเศษและกิตติภพได้มาพูดคุยชักชวนนพฤทธิ์ถึงที่ร้านค็อกเทลที่เขาทำงานอยู่ ด้วยความเกรงใจเห็นว่าเป็นเพื่อนรุ่นพี่ และยังออกปากชวนหลายครั้ง ทำให้นพฤทธิ์รับปากเดินทางไปทำบุญด้วยในที่สุด

ในการเดินทางวันที่ 26 เมษายนนั้น นพฤทธิ์เล่าว่าเขานอนหลับแทบตลอดการเดินทาง เพราะงานที่ร้านค็อกเทลกว่าจะเลิกก็เกือบ 2.00 น. และคนชักชวนได้นัดหมายนำรถตู้มารับตั้งแต่เวลา 3.00 น. เพื่อไปให้ทันงานที่วัดในช่วงเช้า

ช่วงเช้าวันนั้น เมื่อเดินทางถึงกำแพงเพชร วิเศษและกิตติภพได้พานพฤทธิ์ไปที่บ้านที่ระบุว่าเป็นบ้านญาติของกิตติภพ และได้มีการแนะนำให้รู้จักกับอัษฎาภรณ์ โดยแนะนำว่าเธอเป็นน้าของกิตติภพ แต่หลังจากวันนั้น เขาก็ไม่ได้พบกับเธออีก จนกระทั่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเดียวกัน

หลังทำธุระส่วนตัวต่างๆ ทั้งหมดจึงพากันเดินทางไปที่วัดไทรงาม เมื่อไปถึง นพฤทธิ์จึงทราบว่าเป็นการทำบุญอายุวัฒนะครบรอบวันเกิดของเจ้าอาวาสวัด และเขาก็เพิ่งเคยมาวัดแห่งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อไปถึง ได้มีลูกศิษย์ลูกหาของทางวัดเข้ามารอต้อนรับ ก่อนจะเชิญไปนั่งบริเวณที่นั่งประธานในพิธี โดยวิเศษระบุกับนพฤทธิ์ว่ามานั่งที่ดังกล่าวเพราะเราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน หลังจากนั้นก็มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ โดยมีการเชิญนพฤทธิ์ไปจุดธูปเทียนบูชา และพระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์

หลังเสร็จสิ้นพิธี ทั้งหมดจึงพากันไปเที่ยวชมโรงทาน ก่อนเดินทางไปกินข้าวกลางวัน และกล่าวลาญาติผู้ใหญ่ที่บ้านของญาติกิตติภพที่ได้มาในตอนเช้า จากนั้นทั้งสามคนก็เดินทางกลับกรุงเทพในช่วงบ่าย

นพฤทธิ์เล่าว่าหลังจากเหตุการณ์ไปทำบุญครั้งนั้น ก็ไม่สามารถติดต่อวิเศษได้อีก และเขายังคงทำงานและใช้ชีวิตไปตามปกติ…

ข้อหาอัน “หนักหน่วง” กับการสูญเสียอิสรภาพ

วันที่ 21 สิงหาคม 2558 มันเป็นวันหลังจากที่เขาไปจดทะเบียนสมรสกับภรรยาชาวญี่ปุ่น วันนั้น นพฤทธิ์ไปอบรมงานที่นอกสำนักงาน เมื่อถึงช่วงเที่ยงๆ หัวหน้างานฝ่ายบุคคลที่บริษัทได้โทรศัพท์มาให้เขากลับเข้าไปพบโดยด่วน แต่เมื่อไปถึง กลับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ด้วยกับหัวหน้างาน พร้อมกับแสดงหมายจับที่มีชื่อเขาอยู่บนหมายให้ดู หมายดังกล่าวระบุข้อหาตามประมวลกฎหมายมาตรา 112…หมิ่นประมาท ดูหมิ่น และอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

“ความรู้สึกคือช็อกและตกใจมาก เพราะไม่รู้เรื่องเลย อยู่ๆ ก็มีหมายจับมา เห็นข้อหาแล้วก็ยิ่งงง ตกใจมาก เพราะเป็นข้อหาที่หนัก ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงโดนข้อหาอาฆาตมาดร้ายแบบนี้ แทบตกเก้าอี้ ตกใจมาก” นพฤทธิ์เล่าถึงความรู้สึกตอนเห็นหมายจับดังกล่าว

เขาถูกควบคุมตัวทันที การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีหมายเรียก เจ้าตัวผู้ถูกจับเอง ก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่าตนเองถูกกล่าวหาดำเนินคดี และไม่ได้มีการหลบหนีใดๆ เขาถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจในเขตพื้นที่ ก่อนจะถูกคุมตัวเดินทางไปยังจังหวัดกำแพงเพชร

วันที่ 22 สิงหาคม นพฤทธิ์ถูกควบคุมตัวมาแจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรไทรงาม สถานีตำรวจเจ้าของคดีนี้ โดยระหว่างการสอบสวน เขาไม่มีญาติและทนายความอยู่ด้วย





ข้อมูลตามข้อกล่าวหาระบุว่าตัวเขาร่วมกันกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้สามคน แอบอ้างว่าเป็น “หม่อมหลวง” ไปหลอกลวงวัดไทรงาม โดยการปลอมแปลงเอกสารสำนักพระราชวัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งมีการอ้างดำเนินการเรื่องการกราบทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเสด็จเป็นองค์ประธานงานพิธีตัดหวายลูกนิมิต ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้วัดและประชาชนหลงเชื่อ

นพฤทธิ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และยืนยันว่าไม่เคยเห็นเอกสารที่อ้างว่าถูกปลอมแปลงดังกล่าว และไม่เคยได้รับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ จากเรื่องราวดังกล่าวเลย

จากคำบอกเล่าของอภิชาติ พี่ชายคนโตของครอบครัว หลังจากน้องชายลูกจับ นพฤทธิ์ได้ติดต่อแจ้งไปยังเพื่อนและน้องชายคนเล็ก น้องชายคนเล็กจึงโทรมาแจ้งพี่ๆ ว่านพฤทธิ์ถูกจับในคดี “หมิ่นเบื้องสูง” และถูกส่งตัวไปที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยทราบเพียงว่าไปทำบุญกับเพื่อน ก็เลยโดนข้อหาไปด้วย

ทางพี่น้องพยายามประสานหาทนายความและเดินทางไปยื่นเรื่องขอประกันตัวในชั้นสอบสวน โดยครั้งแรกใช้หลักทรัพย์ราว 5 แสนบาท แต่ก็ไม่ได้อนุญาตให้ประกันตัวออกมา ทำให้นพฤทธิ์ต้องถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำกำแพงเพชร…ตั้งแต่วันนั้น อิสรภาพของเขาก็หมดลง

ในช่วงแรกหลังการจับกุม ลูกๆ ตัดสินใจไม่บอกพ่อกับแม่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เพราะกลัวว่าทั้งคู่จะช็อกกับข่าวคราวนี้ แต่เมื่อผ่านไป 1 อาทิตย์ จึงตัดสินใจแจ้งพ่อกับแม่ให้ทราบ เพราะเห็นว่านพฤทธิ์ถูกคุมขังอยู่ และยังไม่ได้ออกมา

“พ่อแม่ช็อกไปอยู่พักหนึ่ง ตอนแรกกินข้าวไม่ได้ กินแล้วอยากจะอ้วกออกมา เกิดความเครียด กลุ้มอกกลุ้มใจ กังวลตลอด ว่าลูกจะเป็นยังไง จะอยู่ยังไง เหมือนกับลงแดง แล้วพอมาเจอลูกที่เรือนจำ พ่อเราร้องไห้ เราไม่เคยเห็นพ่อแม่เราร้องไห้ต่อหน้าเรามาก่อนเลย

“ถึงตอนนี้ แม่ก็ยังทำใจไม่ได้ แม่เคยมาเยี่ยมครั้งเดียว ตอนที่มาศาลในนัดสมานฉันท์ ตอนกลับแกร้องไห้ไปตลอดทาง ทำใจไม่ได้ มาเห็นลูกตัวเองในสภาพนักโทษแบบนี้ เลยไม่ได้มาอีก เพราะพ่อเห็นว่าถ้ามาเจอลูก จะยิ่งทุกข์หนักกว่าเดิม เลยให้พ่อมาแทน แล้วค่อยไปเล่าให้แม่ฟัง” อภิชาติ พี่ชายของนพฤทธิ์ เล่าถึงสถานการณ์ของพ่อกับแม่หลังทราบเรื่องการถูกจับกุมคุมขังของลูกชาย

กว่า 1 ปี ของการคุมขัง และการสืบพยานที่ยังไม่เริ่มต้น

คดีนี้ถูกส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดกำแพงเพชรเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 โดยมีนพฤทธิ์เป็นจำเลยที่ 4 โดยในชั้นสอบสวนและการถามคำให้การของศาลในครั้งแรก จำเลยทั้ง 4 คนได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา หากต่อมาในระหว่างรอคอยการเริ่มต้นสืบพยาน กิตติภพและวิเศษได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอกลับให้การในคดี โดยยอมรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ทุกข้อกล่าวหา

30 พฤษภาคม 2559 ศาลกำแพงเพชรได้อ่านพิพากษาของจำเลยสองคนที่รับสารภาพ โดยลงโทษทั้งคู่ตามความผิดมาตรา 112 ให้จำคุก 4 ปี ความผิดข้อหาสวมเครื่องแบบของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และความผิดข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี รวมโทษจำคุก 7 ปี 4 เดือน แต่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงลดโทษเหลือโทษจำคุกคนละ 3 ปี 8 เดือน…ศาลอ่านคำพิพากษาเฉพาะส่วนการกำหนดโทษของจำเลย แต่ไม่ได้อ่านในส่วนรายละเอียดคดีและข้อวินิจฉัยทางกฎหมายต่างๆ

หลังจำเลยร่วมอีกสองคนรับสารภาพตามข้อกล่าวหา ขณะที่อัษฎาภรณ์และนพฤทธิ์ยังยืนยันให้การปฏิเสธเช่นเดิม ศาลได้ให้อัยการแยกฟ้องจำเลยทั้งสองคนเข้ามาเป็นคดีใหม่ กระบวนการดำเนินคดีจึงกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง…

ตลอด 1 ปี ของการถูกคุมขัง ครอบครัวของนพฤทธิ์พยายามยื่นประกันตัวทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นศาลมาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง แต่ศาลยังคงไม่อนุญาต แม้ครั้งหลังๆ จะยื่นด้วยหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินราคาประเมินกว่า 1.7 ล้านบาทก็ตาม แต่ศาลยังคงปฏิเสธการให้ประกันตัว โดยระบุในลักษณะเดิมว่าคดีมีหลายข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน โดยในคำฟ้องคดีนี้ พนักงานอัยการไม่ได้คัดค้านการประกันตัวของจำเลย แต่ขอให้การปล่อยตัวชั่วคราวอยู่ในดุลยพินิจของศาล





ทนายความของนพฤทธิ์ยังได้พยายามยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ว่าสมเด็จพระเทพฯ เป็นบุคคลตามความหมายแห่งมาตรา 112 หรือไม่ ซึ่งศาลเห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารราชการด้วย แม้จะวินิจฉัยเรื่องมาตรา 112 ก็ไม่ทำให้คดีแล้วเสร็จ ยังคงต้องนำสืบพยานในข้อหาอื่นอีก จึงเห็นควรให้มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยให้เสร็จสิ้นก่อน และรอวินิจฉัยพร้อมกับคำพิพากษา

ในคดีที่ถูกฟ้องมาใหม่นี้ ศาลกำแพงเพชรได้นัดตรวจพยานหลักฐานไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และนัดหมายสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 22-24 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

“ดีที่นพฤทธิ์เป็นคนปรับตัวง่าย คิดบวก และคิดดี ทำให้เขายังแข็งแกร่งอยู่ เพียงแต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมกระบวนการมันถึงล่าช้ามากแบบนี้ และทำไมถึงไม่ได้รับการประกันตัว เพราะเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เราเชื่อว่าคดีเราสู้ได้อยู่แล้ว แต่ขอให้เราได้ประกันตัว คดีจะ 2 ปี 3 ปี เราก็พร้อมจะสู้ แค่ขอออกไปต่อสู้ เขาไม่เคยคิดจะหลบหนีเลย

“พอมาโดนจับแบบนี้ ติดต่อใครก็ไม่ได้ จะหาพยานหลักฐานก็ไม่สะดวก ต้องให้ญาติข้างนอก ที่ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไร ไม่ได้รู้ว่าใครเป็นใคร ไปติดต่อแทน ทำให้การต่อสู้คดีมันยากมาก” พี่ชายของนพฤทธิ์เล่าถึงปัญหาการหาหนทางช่วยเหลือน้องชายต่อสู้คดีขณะถูกคุมขัง

“วิบากกรรม” ของชีวิตลูกผู้ชาย

ครอบครัวหรือเพื่อนของนพฤทธิ์ไม่มีใครอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรเลย พ่อกับแม่อยู่อุบลราชธานี ขณะพี่น้องก็ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดในภาคอีสาน ทำให้ต่างเดินทางมาเยี่ยมค่อนข้างลำบาก แม้พี่ชายจะพยายามเดินทางมาเยี่ยมเดือนละหนึ่งครั้งก็ตาม ส่วนพ่อในวัย 69 ปี ก็ทำได้เพียงเดินทางมาเยี่ยมเมื่อมีนัดศาล ซึ่งจะมีเวลาได้พูดคุยกับลูกชายมากกว่าเข้าเยี่ยมในเรือนจำ ที่มีเวลาเยี่ยมเพียงครั้งละ 15 นาที

ในแต่ละนัด พ่อจะขับจากอุบลฯ มายังขอนแก่น เพื่อพบลูกชายคนโต และเดินทางไปยังกำแพงเพชรด้วยกัน ทุกครั้ง พ่อจะพบลูกชายในชุดนักโทษ มือเท้าถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนและกุญแจมือ ในห้วงเวลานั้น…ก้อนสะอื้นจะจุกในลำคอ มีหยาดน้ำตาซึมบางๆ และพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เข้าสวมกอดลูกในห้องพิจารณาคดี

“พูดแล้วมันแค้น เหมือนเป็นวิบากกรรม ไม่เคยทำอะไรเลยแท้ๆ มาเจอแบบนี้…คุยกับเขา (ลูก) แล้ว มันกลั้นน้ำตาไม่อยู่ สงสารลูก ไม่ได้ทำผิด แต่มาโดนแบบนี้ เหมือนไปทำบุญ แต่ได้บาป มันเป็นกรรมอะไรของเรา เราไม่ได้หมิ่นเบื้องสูงอะไรเลย เราเพียงแต่โดนหลอกไปทำบุญ” พ่อของนพฤทธิ์บอกเล่าถึงความรู้สึกเมื่อเห็นลูกชายในศาล



บิดานายนพฤทธิ์ ขณะรอเข้าเยี่ยมลูกชายทีห้องขังใต้ถุนศาล


ผลกระทบสำคัญของการถูกดำเนินคดีและถูกคุมขัง คือเรื่องหน้าที่การงาน ในตอนแรกนพฤทธิ์และญาติเข้าใจว่าทางบริษัทที่ทำงานจะให้นพฤทธิ์ออก แต่เมื่อครอบครัวประสานพูดคุยกับทางบริษัท หัวหน้างานกลับยังเปิดโอกาสให้เขา โดยเห็นว่าที่ผ่านมาเขาเป็นคนดี และทำงานเป็นพนักงานที่ดีคนหนึ่ง บริษัทจึงให้สถานะ “ลางานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง” เอาไว้ ถ้าต่อสู้คดีจนพ้นผิด ก็สามารถกลับมาทำงานตามเดิมได้ แต่หากถูกพิพากษาว่ามีความผิด ก็จะต้องถูกให้พ้นสภาพงานไป

หากเรื่องที่นพฤทธิ์กังวลใจอย่างมากกลับเป็นครอบครัว เรื่องแรกคือพ่อกับแม่ที่อุบลราชธานี ก่อนถูกจับ เขาดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนของพ่อกับแม่อยู่ และยังออกเงินผ่อนรายเดือนเพื่อซื้อรถให้กับพ่อได้ใช้ เมื่อถูกจับ ทำให้พ่อต้องตัดสินใจขายทรัพย์สินที่บ้านบางส่วน เพื่อนำเงินมาผ่อนชำระค่ารถยนต์ให้หมดไป ทั้งเดิม นพฤทธิ์ยังวางแผนจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับพ่อกับแม่ แต่ความคิดฝันนั้นก็ต้องสะดุดลง

อีกเรื่องหนึ่งของความกังวลใจ คือเรื่องภรรยาชาวญี่ปุ่น เธอไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และยังเผชิญกับเรื่องที่เธอแทบไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีที่เพิ่งแต่งงานกัน ทั้งเธอก็ไม่ได้สนิทกับญาติของทางฝ่ายสามีมาก ช่วงแรกๆ เธอยังพยายามเดินทางไปพบเขาในวันที่มีนัดศาลที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เธอค่อยๆ หายไป โดยญาติของนพฤทธิ์ก็ไม่สามารถติดต่อได้…ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคู่สามีภรรยายังแทบไม่ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน

“ภรรยาของนพฤทธิ์ไม่เข้าใจเลยว่ากระบวนการนี้คืออะไร ไม่เข้าใจว่าทำไมแฟนเขาเจอแบบนี้ เขาไม่มีรถ เดินทางก็ไม่สะดวก พูดไทยก็ไม่ค่อยได้ จะมาเยี่ยมที่กำแพงเพชรคนเดียวก็ไม่ได้ ตอนหลังๆ ก็ติดต่อเขาไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำให้น้องเราเครียดไปด้วย ว่าแฟนไม่มาด้วย เราก็ได้แต่ปลอบใจ

“เขายังเสียชื่อเสียง เพื่อนร่วมงาน อาจจะสงสัยว่าเขาไปทำอะไร แม้จะสู้ชนะคดี แต่มีภาพว่าไปติดคุก เสียทุกอย่าง แทบไม่เหลืออะไรเลย ถ้าเขาไม่ใช่คนใจเข้มแข็ง เขาก็อาจมีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้ว” อภิชาติเล่าถึงสถานการณ์ที่น้องชายกำลังเผชิญ

เมื่อเล่าถึงเรื่องราวชีวิตของนพฤทธิ์ หลายคนที่รู้จัก ล้วนบอกเล่าว่าชีวิตของเขากำลังไปได้ด้วยดี ลูกผู้ชายในวัยใกล้ 30 ปี เรื่องหน้าที่การงานกำลังก้าวหน้า บริษัทกำลังขยายสาขาออกไป เขาอาจจะได้ขยับตำแหน่งขึ้น เรื่องรายได้ที่กำลังค่อยๆ เก็บหอมรอมริบ และเรื่องครอบครัว ที่กำลังเริ่มก่อร่างสร้างหนทางชีวิตด้วยกันกับภรรยา วางแผนคิดฝันจะมีลูกด้วยกัน

เมื่อบอกเล่าเรื่องเหล่านี้ ตัวนพฤทธิ์เองจะทำมือเป็นกราฟเฉียงพุ่งขึ้นข้างบน ก่อนจะทิ้งมือเป็นเส้นตรงดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ให้ภาพของเส้นทางชีวิตที่กำลังก้าวหน้าขึ้นไป หากกลับถูกทำให้พังทลายลงในฉับพลันทันที และยังไม่รู้จะเก็บกู้คืนได้อย่างไร

“ซวยจริงๆ เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาแค่ชวนให้ไปทำบุญ ผมก็ไป”

ขอเป็นกำลังใจให้ ผู้พูดความจริงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม





รู้นะว่ากำลังเดินขึ้นเขียง แต่ก็เต็มใจเดินไปให้เชือด ตอนโดนบั่นคอ จะได้ถุยน้ำลายใส่หน้า พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อเตือนสติว่าอย่าบ้าอำนาจ การวิจารณ์รัฐบาล เป็นสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่อาชญากรรม ไม่ใช่การทำลายความมั่นคงของชาติ การทำตัวเป็นเผด็จการและดำเนินคดีคนคิดต่างเพื่อปิดปาก และข่มขู่ประชาชนเพื่อให้ไม่กล้าพูดความจริงต่างหาก คือ การบ่อนทำลายชาติของจริง ที่พูดไปไม่มีตรงไหนใส่ร้าย แต่พูดความจริงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม #สู้ตรงนี้สู้ที่นี่สู้แค่ตาย

ขอยืนยันว่า เจี๊ยบจะไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ บก.ปอท ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี ตอนเช้าวันพุธที่ 13 ธ.ค. 60 เวลา 9.30 น. ซึ่งจะมีผู้แทนทางการทูตจากประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป อังกฤษและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน เข้าร่วมสังเกตุการณ์ด้วยค่ะ ไม่ใช่บ่ายนะคะ เห็นมีบางคนเข้าใจผิดอยู่ ขอบคุณค่ะ.


หมวดเจี๊ยบ 1


Thai deputy PM seen with 5-carat diamond ring, Richard Mille watch - now people are asking questions




Thailand's Deputy Prime Minister and Defence Minister Prawit Wongsuwan gestures during an interview with Reuters at the Defence Ministry in Bangkok, Thailand, February 18, 2016. Source: Reuters/Chaiwat Subprasom


Thai Deputy PM Prawit’s bling attracts unwanted attention


By Daniel Maxwell | 12th December 2017
Asian Correspondent


THAILAND’s Deputy Prime Minister General Prawit Wongsuwan has found himself the centre of public attention after flashing a luxurious watch and an extravagant diamond ring during a group photo session in front of the Thailand’s parliamentary buildings.

During the photoshoot, Prawit, who is also defence minister, raised his hand to shade his eyes from the sun, revealing a luxurious watch – believed to be a Richard Mille timepiece – and a large diamond ring, believed to be five karats and worth around THB4 million.

The pictures quickly went viral, with netizens on Facebook, Twitter and various online forums questioning how a lifelong military officer could afford such luxuries.

Commentators have been unable to agree which model Richard Mille watch Prawit was wearing, but it’s believed the timepiece would cost somewhere between THB4 million to THB10 million.

Richard Mille timepieces are usually popular with high-profile celebrities such as Ed Sheeran, Jay-Z, and Kanye West – not civil servants like Prawit, whose current monthly salary is around THB115,000.

On Dec 7, the National Anti-Corruption Commission (NACC) agreed to ask Prawit to explain how he came to possess these luxurious items, and why they had not been detailed alongside the THB87 million in wealth Prawit had declared to the NACC when he took office.



Source: Facebook


The NACC has allowed Prawit 30 days to provide evidence of ownership and information on how these assets were acquired.

In what appears to be an effort to bring an end to this unwanted attention, it is understood Prawit will submit an explanation letter to the NACC. However, if unconfirmed local reports are correct, it is unlikely Prawit’s explanations will pacify the online storm.

According to sources close to Prawit, he will claim he inherited the ring from his mother, while the Richard Mille timepiece is a watch he had borrowed from a friend.
These explanations might not sit well with everyone. As one of the NACC’s founding figures, former Anti-Corruption Commission member Preecha Suwannathat explained, claiming the watch was borrowed “just sounds too easy”.

“In that case, he will need to bring a friend to verify his claim. That friend will also need to tell the truth if he doesn’t want to be guilty of providing false information to the NACC. If that friend turns out to be a civil servant, he will need to be investigated also.”

Considering that Prawit and the other generals led the 2014 coup under the pretence of ridding the country of corruption, they will be hoping this embarrassing incident clears up quickly.



The Watchmen ชวนแฟนพันธุ์แท้บิ๊กป้อม เข้าไปทาย ยี่ห้อ รุ่น และราคา ของนาฬิกาพี่ใหญ่ คสช.





The Watchmen ชวนแฟนพันธุ์แท้บิ๊กป้อม รวมไขปริศนา พี่ใหญ่ คสช. มีนาฬิกาทั้งหมดกี่เรือน
.
เวลาเป็นของมีค่า ส่วนนาฬิกาก็เป็นของมีมูลค่า แต่สำหรับใครบางคน หากชี้แจงเรื่องนาฬิกาไม่ดีพอก็อาจจะถูกฆ่า (ทางการเมือง) ได้เหมือนกัน
.
ตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึง 'แหวนแม่..นาฬิกาเพื่อน' เนอะ แต่รู้กันหรือไม่ว่า ถึงจะไม่ได้แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็ไม่ได้มีแค่นาฬิกา Richard Mille รุ่น RM29 แค่เรือนเดียวหรอกนะ
.
อยากรู้กันใช่ม้า ว่าบิ๊กป้อมมีนาฬิกาทั้งหมดกี่เรือน? ยี่ห้ออะไรบ้าง? ถูกแพงแค่ไหน? เราจะไม่เฉลยง่ายๆ หรอก แต่จะให้ดูภาพนาฬิกาเหล่านั้นแค่แว่บๆ แล้วช่วยกันทาย ใครทายถูก ..จะได้คำชมเชยและเสียงปรบมือจากเรา
.
สูดหายใจเข้าลึกๆ เตรียมตัวกันให้พร้อม และขอต้อนรับเข้าสู่รายการ The Watchmen ณ บัดนี้ /ผายมือ
.
.
(นาฬิกาปริศนา เรือนที่ 1)

- เริ่มง่ายๆ จากนาฬิกาที่เจ้าตัวใส่ระหว่างไปตรวจเยี่ยมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2557

http://website.mnre.go.th/ewt_news.php?nid=3632
.
.
(นาฬิกาปริศนา เรือนที่ 2)

- ภาพที่เคยเห็นกันบ่อยๆ ลองดูซิว่า พล.อ.ประวิตรใส่อะไรในภาพนี้

https://news.mthai.com/politics-news/522111.html
.
.
(นาฬิกาปริศนา เรือนที่ 3)

- อะไรอยู่บนข้อมือ พล.อ.ประวิตร ตอนร่วมงานเปิดตลาดนัดคลองผดุงกรุงเกษม ช่วงกลางปี 2559 กันนะ

http://lakmuangonline.com/?p=5327
.
.
(นาฬิกาปริศนา เรือนที่ 4)

- พล.อ.ประวิตรกำลังยืนชี้แจงเรื่องทริปฮาวายอย่างออกรส แต่เรากลับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=733927
.
.
(นาฬิกาปริศนา เรือนที่ 5)

- ระหว่างร่วมงานวันทหารผ่านศึกประจำปี 2560 จู่ๆ ก็มีอดีตทหารโผเข้ามากอด พล.อ.ประวิตร ว่าแต่นาฬิกาเรือนนี้ดูคุ้นๆ ตาจัง

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_206557
.
.
(นาฬิกาปริศนา เรือนที่ 6)

- พล.อ.ประวิตรกำลังพูดถึงคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แต่เราดันไปมองอย่างอื่น

http://www.tnews.co.th/contents/313400
.
.
(นาฬิกาปริศนา เรือนที่ 7)

- เอ้า! บิ๊กป้อมทำท่ามินิฮาร์ท แต่วัตถุสีดำๆ นั่นมันอะไรหนอ

https://www.matichonweekly.com/scoop/article_38071
.
.
(นาฬิกาปริศนา เรือนที่ 8)

- กับท่าชี้นิ้วอันคุ้นเคย แต่สิ่งที่อยู่ในข้อมือกลับไม่ค่อยคุ้นตาเท่าไร ภาพนี้ถ่ายปี 2560

http://www.khaosodenglish.com/…/no-coup-coup-dictatorship-…/
.
.
(นาฬิกาปริศนา เรือนที่ 9)

- ภาพประกอบข่าว ตอนบิ๊กป้อมได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย นอกจากแหวนทองคำแล้ว ยังมีอะไรบางอย่างที่มันจ้ากันซะเหลือเกิน

http://live.siammedia.org/index.php/sport/16586
.
.
[ หมายเหตุ: แน่นอนว่าเราคงไม่ให้ทุกคนตอบถูกง่ายๆ แม้จะมีอยู่ 9 ภาพ แต่นาฬิกาไม่ได้มีทั้งหมด 9 เรือนหรอกนะ ลองพิจารณากันดูดีๆ ว่ามีทั้งหมดกี่เรือนกันแน่ ]


The MATTER

...

อย่าลืมแวะเข้าไป ทาย ยี่ห้อ รุ่น และราคา ของนาฬิกาเหล่านี้

https://www.facebook.com/thematterco/photos/a.1735876059961122.1073741831.1721313428084052/1974033502812042/?type=3&theater

....

ธนบดี ธนาสถานนท์ ดูจากที่ท่านใช้แต่นาฬิการะดับ Luxury Brands ขอเดาประมาณนี้

1.Patek Philippe 5277R Calatrava

2.Samsung Gear S จริงอยากเดาเป็น Richard Mille RM 016 Titalyt แต่ดูจากขอบแล้วไม่น่าใช่

3.Patek Philippe 5960 Chronograph

4. Patek Philippe 5032 Millenium 18K Yellow Gold หรือไม่ก็ 5277

5.ดูจาก Sub Dial น่าจะเป็น Franck Muller ตัว Casablanca Chronograph ไม่ก็ Vangard Chronograph

6. Audemars Piguet Royal Oak Automatique

7. Rolex Cosmograph Daytona Ice Blue Dial Platinum 50th Anniversary

8. Rolex Cosmograph Daytona 18K Yellow Gold

9.Rolex Yatch-Master 40 Yellow Gold หรือไม่ก็ Submariner Black Dial 18K Yellow Gold ใส่ Rubber Band

ราคาไม่ขอพูดถึงครับ ส่วนใหญ่ก็ xx,xxx $




ooo







รายละเอียด 14 ข้อ สหภาพยุโรป ลงมติฟื้นความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีเงื่อนไข





คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป ได้มีการตกลงที่จะปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย รวมไปถึงด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย

EU foreign ministers agree to step up political engagement with Thailand, including on human rights, fundamental freedoms and the road to democracy.

------------------

ผลสรุปการประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปเกี่ยวกับประเทศไทย (Council Conclusions on Thailand)

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2560

คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union)

1. คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป ยังคงยืนยันถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย คณะรัฐมนตรีฯ เล็งเห็นถึงคุณค่าของบทบาทที่ประเทศไทยมีในฐานะประเทศผู้ประสานการเจรจาและสนับสนุนการขยายความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศ อียู-อาเซียน (EU-ASEAN Dialogue Relations) ในปัจจุบัน

2. คณะรัฐมนตรีฯ ขอย้ำถึงข้อเรียกร้องให้ประเทศไทยมีการคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย รวมถึงความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

3. คณะรัฐมนตรีฯ ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง และเสรีภาพ ซึ่งได้ถูกลดรอนไปอย่างรุนแรงในประเทศไทยหลังจากการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.2557 เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมยังคงถูกจำกัดอยู่เป็นอย่างมาก ผ่านกฎหมายและคำสั่งของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับ นอกจากนี้นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังคงเผชิญกับการคุกคามทางกฎหมาย คณะรัฐมนตรีฯ ตอกย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพขั้นพื้นฐานดังกล่าวที่ต้องได้รับการฟื้นฟูขณะที่ประเทศไทยดำเนินการไปสู่ประชาธิปไตย และขอย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพขั้นพื้นฐานดังกล่าวซึ่งมีความเชื่อมโยงกับบทบาทของภาคประชาสังคมในระบอบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้สหภาพยุโรปจะยังคงสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่อไป

4. คณะรัฐมนตรีฯ ส่งเสริมให้ผู้มีอำนาจของไทยดำเนินการตามข้อเสนอแนะที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นระหว่างการทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก UPR (Universal Periodic Review) ครั้งที่สองของประเทศไทย (พฤษภาคม 2016)

5. คณะรัฐมนตรีฯ พึงสังเกตว่าการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 ซึ่งระบุว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นภายใน 150 วันหลังจากมีการประกาศใช้กฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จำเป็นสี่ฉบับ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่าการเตรียมความพร้อมในทางนิติบัญญัติเพื่อจัดการเลือกตั้งกำลังมีความคืบหน้า ในบริบทนี้คณะรัฐมนตรีฯ ยอบรับแถลงการณ์ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ซึ่งระบุว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 คณะรัฐมนตรีฯ เรียกร้องให้มีการประกาศใช้กฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้เคารพกำหนดการการจัดการเลือกตั้งตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

6. คณะรัฐมนตรีฯ ตั้งข้อสังเกตถึงการตัดสินใจของผู้นำทางทหารในการลดการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหารหลายคดีลง ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559 ทั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คณะรัฐมนตรีฯ เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจของไทยไม่ดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร ซึ่งรวมถึงความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

7. คณะรัฐมนตรีฯ ทบทวนผลสรุปการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2557 ที่ระบุว่าสหภาพยุโรปตัดสินใจที่จะทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทย และอาจจะพิจารณาดำเนินการมาตรการอื่นๆ ต่อไปตามสถานการณ์ เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าที่กล่าวไปข้างต้น คณะรัฐมนตรีฯ จึงเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะเริ่มกลับมาปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทยอย่างช้าๆ

8. ดังนั้น คณะรัฐมนตรีฯ ตัดสินใจที่จะกลับเข้าสู่การติดต่อทางการเมืองในทุกระดับกับประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกการเจรจาในประเด็นที่มีความสำคัญร่วมกัน อันรวมถึงด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะใช้จากการเจรจาติดต่อดังกล่าวอย่างเต็มที่เพื่อหยิบยกประเด็นข้อกังวลเหล่านี้

9. คณะรัฐมนตรีฯ อยากเห็นความก้าวหน้าในความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นกับประเทศไทย หลังจากการจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและการปรับปรุงของสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน สหภาพยุโรปหวังให้ผู้มีอำนาจของไทยจะดำเนินการให้ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมสามารถทำงานได้อย่างเสรี

10. ในบริบทนี้ คณะรัฐมนตรีฯ ขอให้คณะกรรมาธิการยุโรปสำรวจความเป็นไปได้ในการกลับมาเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างยุโรป-ไทย (EU-Thailand Free Trade Agreement)

11. การลงนามในกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Cooperation Agreement - PCA ) และการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศไทย จะสามารถดำเนินการได้กับรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

12. คณะรัฐมนตรีฯ ย้ำอีกครั้งว่าจะยังคงพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับประเด็นในด้านต่อไปนี้:

- การยกเลิกข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพสื่อ ตลอดจนเสรีภาพในการชุมนุมและการรวมกลุ่ม การยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองและองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงการเคารพและสนับสนุนการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

- การจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย อันสอดคล้องกับมาตรฐานสากลซึ่งนำไปสู่สถาบันทางประชาธิปไตยที่ทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

- การเข้าประจำตำแหน่งของรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกแบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

13. สหภาพยุโรปพร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศไทยให้บรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ด้วยเจตนารมณ์ของความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วน

14. คณะรัฐมนตรีฯ ขอให้ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมกันติดตามสังเกตการณ์และแจ้งให้คณะรัฐมนตรีฯ ทราบเกี่ยวกับความคืบหน้าที่เกิดขึ้น

ผลสรุปการประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปฉบับภาษาอังกฤษ - Council Conclusions in English: http://www.consilium.europa.eu/media/32026/st15583en17.pdf

อ่านเพิ่มเติม - More: http://bit.ly/2yf2xvm

ที่มา FB

วันอังคาร, ธันวาคม 12, 2560

หากจะยังยะโสไม่รับข้อแม้อียู ก็ต้องระวังโดน 'ปอยเป็ต' แซง


อันก่อให้เกิดแรงบันดาลใจแก่สมัชชาฯ ที่จะค่อยๆ ลงมือดำเนินการต่อสายสัมพันธ์ทางการเมืองกับประเทศไทยใหม่อีกครั้ง”

คณะมนตรีต่างประเทศของอียูระบุให้คณะกรรมาธิการสมัชชาฯ เริ่มแสวงหาทางที่เป็นไปได้ ในการกลับมาเจรจาความร่วมมืออียู-ไทย ด้านข้อตกลงเขตการค้าเสรีกันใหม่ รวมทั้ง “การลงนามในกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Cooperation Agreement - PCA )

ในแถลงการณ์ภาคภาษาไทย ๑๔ ข้อของคณะมนตรีต่างประเทศอียู เต็มไปด้วยข้อแม้เดิมเกี่ยวกับ “การคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย รวมถึงความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน”

ทั้งนี้คณะมนตรี “ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง และเสรีภาพ ซึ่งได้ถูกลิดรอนไปอย่างรุนแรงในประเทศไทยหลังจากการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๗

เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมยังคงถูกจำกัดอยู่เป็นอย่างมาก ผ่านกฎหมายและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับ นอกจากนี้นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังคงเผชิญกับการคุกคามทางกฎหมาย”

ข้อสำคัญ “สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะใช้จากการเจรจาติดต่อดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อหยิบยกประเด็นข้อกังวลเหล่านี้”


แล้วตอนท้ายของแถลงการณ์ มีการ ย้ำอีกครั้งว่าให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับประเด็นยกเลิกข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก การจัดเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ และ “การเข้าประจำตำแหน่งของรัฐบาลพลเรือน” ในการพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทยนี้

มิใยที่ในคดีความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา ๑๑๖ ที่ คสช.ใช้แจ้งความดำเนินคดีกับ ร.ท.หญิง สุณิสา (เลิศภควัต) ทิวากรดำรง หรือ หมวดเจี๊ยบอดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ฐานที่เขียนเฟชบุ๊ควิจารณ์พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดโดยตัวแทนอียู

คดีดังกล่าวมีข้อความแชร์กันทางสื่อสังคมว่า เธอได้ร้องขอให้สมัชชาอียูส่งตัวแทนไปสังเกตุการณ์การดำเนินคดี เช่นนี้น่าจะเป็นเพราะมีตัวอย่าง แผนกสิทธิมนุษยชนอียูเคยส่งตัวแทนไปสังเกตุการณ์คดีของ ทนายจูน ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายสิทธิมนุษยชนผู้ถูกตั้งข้อหาแจ้งความเท็จหลังจากเธอฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ยึดรถของเธอไปโดยไม่ชอบธรรม

ไม่ว่า คสช.จะมีทีท่าอย่างไรกับแถลงการณ์ฉบับใหม่ล่าสุดของสมัชชาอียูนี้ จะยักไหล่หรือว่าคอตกก็เป็นที่ตระหนักรู้กันดีว่า รัฐบาลไทยไม่ว่าชุดนี้หรือชุดหน้าจำเป็นต้องกลับไปสานสัมพันธ์ทางการเมือง และข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ-เขตการค้าเสรี กับอียูอย่างไม่อาจหลีกลี้ได้ หากความใฝ่ฝันให้ ประเทศไทย ๔.๐ เกิดขึ้น มิใช่เพียงคำพล่ามของนักยึดอำนาจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงคำวิจารณ์ของนิตยสาร ดิ เอคอนอมิสต์ ที่เปรียบเทียบการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีเร็วๆ นี้ในกัมพูชาและในไทยปลายปีหน้า ว่าเป็นเพียง ‘shams’ หรือหลอกลวงด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งก็ฟังขึ้นและไม่ได้ห่างไกลจากความน่าจะเป็นแต่อย่างใด

ข้อที่น่าสนใจกว่านั้นอยู่ที่ ดิ เอคอนอมิสต์ เทียบเคียงสถานะทางเศรษฐกิจของไทยกับกัมพูชาไว้ต่างกันกว่าเท่าตัว ในทางที่กัมพูชาเติบโตได้ดีกว่าไทยด้วยซ้ำไป


ผู้นำ คสช. จะเลือกเดินตามอย่างกัมพูชาทั้งในทางใช้อำนาจการเมืองเผด็จการอย่างระห่ำ ดังที่ดิเอคอนอมิสต์ระบุ และเดินตามหลังอัตราจีดีพีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปเช่นนี้อีก ก็แน่นอนว่าไม่ช้าไม่นานอาจเกิดปรากฏการณ์แรงงานไทยไหลไปนอก ขุดทองแถวประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชาก็ได้ ใครจะรู้


ถ้าดูจากรายงานข่าวของ นิคเคอิรีวิวที่ว่าเดี๋ยวนี้เมืองปอยเป็ตติดชายแดนไทย ซึ่งไม่กี่ปีมานี้เคยเป็นแหล่งคาสิโนที่คนไทยไหลไปเล่นการพนันกันตรึม ได้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมแข็งขัน ชนิดที่บริษัทผู้ผลิตสินค้าเครื่องไฟฟ้าและอีเล็คโทรนิคจากญี่ปุ่นใฝ่หาไปแล้ว

ในลักษณะ “Thailand-Plus-One” หรือลงเมืองไทยแต่ไปต่อที่นี่ ดังเช่น เทคโนพ้าร์คปอยเป็ตเป็นเขตอุตสาหกรรมใหม่ของกัมพูชาเพิ่งเปิดเมื่อวันที่ ๘ ธันวานี้เอง โดยเบื้องต้นประกอบด้วยโรงงานอุตสาหกรรม ๕ ราย

บริษัทอุตสาหกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น (๔ ราย) ผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อะหลั่ยรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ โดยรับช่วงหรือต่อยอดจากโรงงานผลิตที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย โดยที่โรงงานในไทยนั้นทำการผลิตในขั้นตอนที่อาศัยเครื่องจักรเป็นหลักใหญ่

พอมาถึงขั้นตอนที่ต้องประกอบด้วยมือก็จะส่งออกไปปอยเป็ต ซึ่งค่าแรงถูกกว่า ราว ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของในไทย ทำให้ลดต้นทุนการผลิตลงไปได้ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าในปีหน้ากัมพูชาจะปรับอัตราค่าแรงขึ้นไปอีก ๑๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นเดือนละราว ๑๗๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ๕,๖๐๐ บาท ก็ยังต่ำกว่าในประเทศไทยมาก

หนึ่งในนั้น บริษัทโตโยต้าสึโฉะมั่นใจว่าจะปักหลักที่นี่อีกไม่ต่ำกว่าสิบปีเพราะความได้เปรียบในด้านค่าแรง ส่วนบริษัทสุมิตโทรนิคส์ บริษัทลูกของสุมิตโตโมในญี่ปุ่น ตั้งเป้าเตรียมขยายพื้นที่การผลิตอีก ๕ เท่าภายในสองปี

นอกเหนือจากโรงงาน ๕ แห่งในนิคมใหม่นี้แล้ว ปอยเป็ตยังมีโรงงานอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนฮ้าร์ดดิสต์และอะหลั่ยรถยนต์อีกสองแห่งของญี่ปุ่น กับโรงงานผลิตภัณฑ์ก่อสร้างของไทยที่จะเริ่มเดินเครื่องปีหน้าอีกแห่ง

โรงงานเหล่านี้ทำให้การค้าปลีกในพื้นที่บูมขึ้นมาทันตาเห็น ร้านกาแฟแอมาซอนและพิซซ่าคัมปันนีจากไทยข้ามไปเปิดกิจการกันเก๋ไก๋ การค้าข้ามแดนที่ก่อนหน้านี้พลุกพล่านอยู่แล้วก็ยิ่งคึกคักมากขึ้น

มูลค่าการส่งออกสินค้าข้ามด่านชายแดนจากไทยเพิ่มขึ้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์จากปี ๒๕๕๕ เป็นมูลค่า ๔๒๖,๖๐๐ ล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว และสินค้านำเข้าจากกัมพูชาเพิ่มขึ้นสามเท่าตัวเป็นมูลค่า ๑๖๘,๗๐๐ ล้านบาทในปีเดียวกัน


การไล่ตามมาเป็นฮับสนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเครื่องไฟฟ้าและอีเล็คโทรนิคจากไทย ทำให้จีดีพีของกัมพูชาเติบโตมากกว่าไทยเกินเท่าตัว ขณะที่ทีมเศรษฐกิจ คสช. หันไปมุ่งการผลิตด้านดิจิทัล และพยายามเข้าสู่อุตสาหกรรมประกอบเครื่องบินและหุ่นยนต์แทน เพราะการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมอิ่มตัวแล้ว

แต่ปัญหาของไทยยังติดกึกอยู่ที่ไม่มีแรงงานฝีมือทักษะสูงทางด้านอีเล็คโทรนิคมาสนับสนุนการฉีกแนวตามฝันของ คสช. ครั้นจะถอยกลับไปเน้นการผลิตชิ้นส่วนอย่างเดิมก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้ย้ายฐานออกไปจากไทยกว่าครึ่ง

ทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้อยู่ที่การเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือทางการค้าและอุตสาหกรรมกับประเทศตะวันตก ดังที่สมัชชาอียูยื่นข้อเสนอใหม่มาให้ 

หากจะยังยะโสไม่ยอมรับ ก็ไว้รอคุยกับกัมพูชาตอนที่เขาล้ำหน้าไทยไปแล้วก็ได้ คงง่ายหน่อยเพราะเป็นเผด็จการ (ภายใต้ราชาธิปไตย) เหมือนกัน

"พล.อ.ประวิตร" เตรียมชี้แจงปมนาฬิกาหรูและแหวนเพชร งง ข่าว"แหวน ของแม่...นาฬิกา ของเพื่อน"... ก่อนวันแถลงฟังคลิปเก่าๆ "พล.อ.ประวิตร" ไปพลางก่อน




https://www.facebook.com/teeneethaipbs/videos/1699561346762228/
...




https://www.facebook.com/secret100million/videos/740500652814800/

ooo

แถม

ปฏิกิริยานายกต่อสื่อ....


...

สื่อมวลชนในยุครัฐบาล นายกฯปู




“จอม เพชรประดับ” ซัด “ตูน บอดี้สแลม” เป็นคนขี้ขลาด เจอ “บิ๊กตู่” แต่ไม่กล้าพูดปัญหาที่ต้องมาวิ่ง





“จอม เพชรประดับ” ซัด “ตูน บอดี้สแลม” เป็นคนขี้ขลาด เจอ “บิ๊กตู่” แต่ไม่กล้าพูดปัญหาที่ต้องมาวิ่ง


10 ธันวาคม 2017
ที่มา Kao Hit

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ตูน บอดี้สแลม และ ทีมงานก้าวคนละก้าวฯ ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งต่อมาในวันที่ 5 ธันวาคม 2560 นายจอม เพชรประดับอดีตผู้ประกาศข่าว ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Jom Petchpradab” ถึงกรณีดังกล่าว โดยมีเนื้อหาดังนี้

ความจริง เบื้องหลังโครงการ “ก้าวคนละก้าว”
ในวันที่”ตูน”เข้าพบนายกฯ” ณ ทำเนียบฯ

เห็นภาพและเสียง การเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของ ตูน บอดี้สสแลม..ทำให้ผมเห็นภาพคุณตูน เด่นชัดขึ้น

ผมชื่นชมเขา ที่เสียสละ อดทน แต่ผมว่า เขาเป็นคนขี้ขลาด ขาดความกล้าหาญ

คุณเรียกร้อง หรือจะเรียกว่าสื่อสารอะไรก็แล้วแต่กับ คนไทยทั้งประเทศให้เห็นถึงความยากลำบาก ความเหน็ดเหนื่อยของแพทย์พยาบาลที่ทำงานหนักหามรุ่ง หามค่ำในทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ

คุณเรียกเขาว่า นี่คือฮีโร่ตัวจริง คุณ เรียกร้องให้คนไทยหันมาเสียสละเพื่อบ้านเมือง ร่วมใจกันแก้ปัญหาของตัวเอง และหันมาสนใจกับสุขภาพกันมากขึ้น..ซึ่งการวิ่งของคุณ ได้สื่อสารเรื่องนี้อย่างได้ผล แต่คุณตูนต้องไม่ลืมว่า กุญแจสำคัญของการแก้ ปัญหาเรื่องระบบสุขภาพทั้งระบบ อยู่ที่นโยบายและแนวทางการบริหารจัดการของรัฐบาล แต่คุณตูน กลับไม่ได้สื่อสารอะไรเลยกับ รัฐบาล เพื่อให้แก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ

ผมไม่ได้หวังหรอกว่าคุณตูนจะบอกกับ หัวหน้ารัฐบาล ซึ่งเป็นทหารว่า ลดงบประมาณด้านการทหารมาช่วยทำนุบำรุงด้านสุขภาพของประชาชนมากขึ้น แต่อย่างน้อยคุณควรจะสะท้อนปัญหาระบบสาธารณสุขของไทยทั้งประเทศเหมือนที่คุณได้เห็นมา กับ หัวหน้ารัฐบาล

แน่และ นายกฯคนนี้อาจจะรู้ดีอยู่แล้ว แต่ด้วยอิทธิพลในความเป็นบุคคลสาธารณะของคุณเวลานี้ ย่อมจะส่งผลสะเทือนได้มาก

สำหรับผมชัดเจนครับว่า โครงการก้าวคนละก้าว สุดท้ายก็จะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในเรื่องปัญหาระบบสุขภาพของประเทศ

ชัดเจนครับว่า…โครงการก้าวแต่ละก้าว..ของคุณตูน ได้ประโยชน์อย่างเต็มร้อยสำหรับคุณตูน และเครือข่ายธุรกิจที่หนุนเสริม

เศร้าครับ


คลิป รัฐธรรมนูญ/รัฐสวัสดิการ จำเป็นแค่ไหนในประเทศไทย โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี, แสงศิริ ตรีมรรคา, พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์, จาตุรนต์ ฉายแสง




https://www.youtube.com/watch?time_continue=2&v=JUINMKTydbM

รัฐธรรมนูญ/รัฐสวัสดิการ | ษัษฐรัมย์-แสงศิริ-พิชิต-จาตุรนต์ [วิดีโอ]


prachatai
Published on Dec 11, 2017

อภิปรายในประเด็นรัฐธรรมนูญ/รัฐสวัสดิการโดยษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี- แสงศิริ ตรีมรรคา-พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์-จาตุรนต์ ฉายแสง ว่าจำเป็นแค่ไหนสำหรับ "รัฐสวัสดิการ" ในประเทศไทย อุปสรรคและความเป็นไปได้ ฐานภาษีต้องเก็บแค่ไหน สวัสดิการนำไปใช้ในเรื่องใด และพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญ 2560 จะเป็นเครื่องส่งเสริมหรือขัดขวางรัฐสวัสดิการกันแน่ 

อภิปรายหัวข้อ "รัฐธรรมนูญ/รัฐสวัสดิการ" เสวนาวิชาการในวันรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าด้วยสาเหตุและความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐสวัสดิการในประเทศไทย อุปสรรค ความเป็นไปได้ และความคาดหวังที่จะสร้างรัฐสวัสดิการไทย และพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญ 2560 จะเป็นเครื่องส่งเสริมหรือขัดขวางรัฐสวัสดิการกันแน่ 

การอภิปรายประกอบด้วย 1. "ทำไมต้องมีรัฐสวัสดิการ?" ผศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ ม.ธรรมศาสตร์ 2. "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร?" แสงศิริ ตรีมรรคา กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ 3. "ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของรัฐสวัสดิการไทย" รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ 4. "อุปสรรคของรัฐสวัสดิการไทยทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญ" จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ดำเนินรายการโดย ณัฏฐา มหัทธนา 

กิจกรรมเป็นส่วนหนึ่งของงานนิทรรศการ 'เจาะเวลาหาอนาคต' จัดโดย Third Way Thailand ระหว่างวันที่ 10 ถึง 11 ธันวาคม ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์





อียูประกาศรื้อฟื้นสัมพันธ์ทางการเมืองทุกระดับกับรัฐบาลไทย




"ดูเหมือนอียูกำลังใช้แต้มต่อรองที่สำคัญ คือ การฟื้นฟูกระบวนการเจรจากรอบความร่วมมือทางการค้าและการเมืองมาเป็นเงื่อนไขกดดันรัฐบาล คสช. จัดให้มีการเลือกตั้งตามที่สัญญาไว้ โดยจะต้องยุติการริดรอนสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูประชาธิปไตย ที่สำคัญแถลงการณ์นี้เป็นการย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอียูกับไทยจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติก็ต่อเมื่อไทยมีรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น"
สุณัย ผาสุข
ที่ปรึกษาประจำองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย


อียูประกาศรื้อฟื้นสัมพันธ์ทางการเมืองทุกระดับกับรัฐบาลไทย


ที่มา BBC Thai


คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) มีข้อสรุปในวันนี้ (11 ธ.ค.) ให้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองกับรัฐบาลทหารของไทยในทุกระดับ จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้คำมั่นจะจัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากอียูระงับความร่วมมือทางการเมืองกับไทยเมื่อกว่า 3 ปีที่แล้ว เพื่อประท้วงการทำรัฐประหารในปี 2557



ในแถลงการณ์อียูที่ออกมาในวันนี้ระบุว่า ความคืบหน้าทางด้านการเมืองของไทยในปีนี้ (2560) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้คำมั่นเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า จะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือน พ.ย. 2561 นั้น ทำให้เป็นสิ่งที่ "เหมาะสม" ที่อียูจะกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองในทุกระดับกับรัฐบาลไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อช่วยปูทางไปสู่การเจรจาที่สำคัญเรื่องผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ตลอดจนหนทางสู่ความเป็นประชาธิปไตย

อย่างไรก็ดี อียูยังคงย้ำข้อเรียกร้องให้ไทยเคารพสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน เสรีภาพในการแสดงออกและการรวมตัวกันซึ่งถูกปิดกั้นนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อปี 2557

ทั้งนี้ อียูจะเริ่มดำเนินกระบวนการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองกับไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะใช้โอกาสนี้หยิบยกประเด็นที่เป็นข้อเป็นห่วงของอียูมาเจรจากับทางการไทยต่อไป

นอกจากนี้ อียูยังจะพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเจรจาความตกลงการค้าเสรี ความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ กับรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สหภาพยุโรปยุติการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการและระงับการลงนามความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือไทย-ยุโรป เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 หลังเกิดรัฐประหาร


BBC THAI
เอกอัครราชทูตไทยประจำสหราชอาณาจักรฯ ระบุ มติอียูจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ในระดับปกติระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหราชอาณาจักร


ทางด้าน นายพิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูตไทยประจำสหราชอาณาจักรฯ กล่าวกับ บีบีซีไทย ว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี และสะท้อนถึงความสนใจที่อียูมีต่อประเทศไทย และพัฒนาการทางการเมืองในประเทศไทยที่ดำเนินไปในทางบวกในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

นายพิษณุกล่าวด้วยยว่ามติของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศอียูจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ในระดับปกติระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหราชอาณาจักร ซึ่งจะสะท้อนได้จากการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำต่อไปในอนาคต ที่จะมีผลเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายทั้งด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศที่มีอยู่ร่วมกันให้ใกล้ชิดแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ขณะที่ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) กล่าวว่า มติของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศอียูสะท้อนให้เห็นว่า ผลประโยชน์ทางการค้าของสหภาพยุโรปอยู่เหนือกว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเมืองในไทย

"ยุโรปก็ไม่ได้ต่างจากอเมริกา เรื่องผลประโยชน์ ไม่ได้เป็นกลุ่มประเทศที่เชิดชู ประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชนมากมายนัก...เรื่องเขตการค้าเสรีที่ยุโรปจะทำกับไทยนั้น ฝั่งยุโรปได้เยอะกว่ามาก และได้ในระยะยาว ทั้งการค้าและการลงทุน การไม่ทำเสียหายกว่าการทำ ขณะที่การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่า ไทยจะเสียในระยะยาว แทบไม่ได้อะไร ฉะนั้นไม่ว่าจะยังไง ยุโรปรอไม่ได้" น.ส.กรรณิการ์ กล่าวกับบีบีซีไทย


AFP
ฮิวแมนไรท์วอทช์ ชี้แถลงการณ์อียูเป็นการย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอียูกับไทยจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติก็ต่อเมื่อไทยมีรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น


ด้านนายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า นี่เป็นปรากฏการณ์สำคัญเกี่ยวกับแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศต่อรัฐบาลทหารไทย

"ดูเหมือนอียูกำลังใช้แต้มต่อรองที่สำคัญ คือ การฟื้นฟูกระบวนการเจรจากรอบความร่วมมือทางการค้าและการเมืองมาเป็นเงื่อนไขกดดันรัฐบาล คสช. จัดให้มีการเลือกตั้งตามที่สัญญาไว้ โดยจะต้องยุติการริดรอนสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูประชาธิปไตย ที่สำคัญแถลงการณ์นี้เป็นการย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอียูกับไทยจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติก็ต่อเมื่อไทยมีรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น" เขากล่าวกับ บีบีซีไทย