วันพุธ, ตุลาคม 18, 2560

แจกชาวนาอีสาน ๒ พันบาท ๕ พันราย แค่ ๑๑ ล้าน ปีนี้ผู้ส่งออกฟาด ๑๓๒,๐๐๐ ล้าน

คิดอีกทีกรณีหญิงหน่อยขึ้นรถกระบะแห่ดอกดาวเรือง นั่นอาจเป็นความผิดพลาดโดยบริสุทธิ์ใจก็ได้นะ นี่หมายถึงในแง่การเมือง ไม่ต้องโยงกับความจงรักภักดี

ในเมื่อเห็นพรรคอื่นเขาทำกัน พรรคค้าน (เก่า) เอย แล้วยังพรรคทหาร (ใหม่) ทำโจ๋งครึ่มพอกัน พรรคอำนาจเก่าอย่างเพื่อไทยเลยหลงผิดว่าทำได้เช่นกัน

วันก่อน (๑๖ ต.ค.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาประกาศจะตั้งพรรคการเมืองชื่อ ประชาชนปฏิรูปปฏิรูปอะไร อธิบายเป็นคุ้งเป็นแควปฏิรูปให้ “นายกฯไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง” แล้ว “ยกตัวอย่างในตอนนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คือผู้ที่เหมาะสมที่สุดเมื่อเทียบกับบุคคลอื่น”

อย่างนี้ทำได้เพราะไม่ได้ฉวยโอกาสงานพระราชพิธีศพอย่างที่ประยุทธ์ว่าละมัง อีกอย่างคงเพราะไพบูลย์บอกว่า “เราคงหลีกเลี่ยงหรือคงไม่เอาอดีต ส.ส. มาร่วม” คือมีอุดมการณ์เกลียด ส.ส. เป็นใช้ได้


ปัญหาอยู่ที่ คสช. ยักท่าอยู่นั่นละ จะปลดล็อกพรรคการเมืองเมื่อไร หรือไม่ ทำแอ็คเป็นเตมีย์ใบ้ พูดอยู่ได้อย่าห่วง อย่ากังวล ก็ประชาชนเขาตั้งตาอยากเลือกตั้ง ใช้สิทธิใช้เสียงกันเสียที

นี่ทั่นรองฯ ประวิตร วงษ์สุวรรณ (พลเอก) บอก “ช้าก็ต้องช้า” ถ้ามีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายลูกหนึ่งในสี่ฉบับที่อ้างว่าจะเสร็จพฤศจิกายนนี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ กระบวนการเลือกตั้งก็จะต้องยืดออกไปเลยโร้ดแม็พ เป็นกุมภาพันธ์ ๖๒ โน่นอย่างเร็ว

“ขออย่ากังวล หากช้าไปก็ต้องทำตามนั้น” อ้าว นี่ละนะ สัจจะ คสช. หรือว่าจะรอพรรคทหารหาเสียงเต็มที่ปีหน้า ในเมื่ออีกทั่นรองฯ คุยโวปูทางไว้ “เศรษฐกิจไตรมาสที่ ๓ จะดีแน่นอน

เพราะเครื่องชี้เศรษฐกิจหลายตัวออกมาดี และไตรมาสที่ ๔ ก็มีแนวโน้มที่ดีเห็นได้จากตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้น ภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มขยับ”

พวกคนดีก็งี้แหละ อะไรๆ ของตรู กรูทำ ดีหมด ที่ไหนได้พอพูดเสร็จรุ่งขึ้นตลาดหุ้นไทยตกไปสองพ้อยท์กว่า

ถึงอย่างไรนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ย้ำว่า “ระยะต่อไปจะเป็นการเร่งรัดดำเนินนโยบายที่ออกมา ให้เกิดการขับเคลื่อนและเห็นผลออกมาก่อนเลือกตั้ง” นั่นไง เป้าหมายอยู่ที่ “เห็นผลก่อนเลือกตั้ง” เห็นภาพไพบูลย์ลอยมาแต่ไกล

ที่น่าสนใจตรงที่สมคิดอ้างว่า “เหลืออยู่อย่างเดียวคือต้องเร่งดูแลผู้มีรายได้น้อย เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข”


ถ้ามันจะดีจริง ไม่น่าจะต้องเป็นปัญหากับผู้มีรายได้น้อย ที่ไหนๆ ในโลกเวลาเศรษฐกิจดีเขาไม่มีปัญหาหรอกกับเรื่องประชาชนยากจน แต่สิ่งที่สมคิดบอกว่าต้องทำคือ “หาแนวทางเพิ่มงบประมาณเข้าไปในกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากเพื่อให้สามารถเพิ่มวงเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้นอีก”

ที่อ้างกันนักหนาประชารัฐต่างกับประชานิยมก็ตรงที่ ลด-แลก-แจก-แถมกันอุตลุตนี่เอง มีคนพูดถึงโครงการร้านธงฟ้าว่า “อัดเงินคนจนไปซื้อของธงฟ้าเพื่ออุดหนุนเจ้าสัว” ท่าจะจริง

หลังจากมีความจำเป็นต้องซื้อรถถังรุ่นใหม่จากจีน ๒๘ คัน เพื่อทดลองนวรรตกรรมของมหามิตรใหม่ แล้วยังเกี่ยวก้อยบริษัทนอรินโก้ผู้ผลิตรถถัง มาตั้งโรงงานผลิตจักรยานยนต์ในไทย มูลค่า ๒ พันกว่าล้านบาท สัมปทาน ๓๐ ปีด้วยแล้ว

การช่วยเหลือชาวนาก็เหมือนกัน วิธีการจำนำข้าว ชาวนาได้ปลูก ได้ขาย ได้เงิน ไม่ดีสิ้นเปลืองมาก เป็นช่องทางทุจริตจำคุก ๔๐ กว่าปี ประกันราคาข้าวเอาเงินไปแจกละลายแม่น้ำ มีการรั่วไหลจับได้เช่นกัน สำนวนดันหายไปกับน้ำท่วม

วันนี้ (๑๘ ต.ค.) กระทรวงพาณิชย์อ้างสมาคมผู้ส่งออกข้าว ร่วมมือกันแจกเงินชาวนา “เป็นค่าบริการรถเกี่ยวนวดข้าว ให้กับชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไร่ละ ๒๐๐ บาท รายละไม่เกิน ๑๐ ไร่”

ทั้งนี้นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยชี้แจงว่าเป็นการ “การให้เงินสนับสนุนชาวนาโดยตรง สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยจะเป็นผู้คัดเลือกสมาชิกที่จะเข้าโครงการ...

โดยมีชาวนาได้รับการช่วยเหลือ ๕,๓๖๓ ราย ใน ๑๒ จังหวัด เช่น ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ เป็นต้น”


ประการสำคัญปีนี้ข้าวไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก การส่งออกยังไม่ตก ตั้งแต่ต้นปีมาถึงต้นเดือนตุลานี่ส่งออกแล้ว ๘.๙๗ ล้านตัน มูลค่า ๑๓๒,๐๐๐ ล้านบาท

แน่นอนว่าผู้ส่งออกต้องอิ่มหมีพีมันกันพอควร แต่ชาวนาก็ยังปากแห้งอยู่ดี เพราะราคาข้าวเปลือกที่ขายได้ ยังอยู่ที่ตันละ ๕-๖ พันบาท ที่สมาคมส่งออกปันมาแจกให้ชาวนาจะพอยาไส้ไหมหนอ

มีคนคอมเม้นต์ “พ่อค้าส่งออกข้าวร่วมโครงการประชารัฐ แจกชาวนาอีสานรายละไม่เกินสองพันบาท (๒๐๐ X ๑๐) ให้ชาวนา ๕ พันกว่าราย ลองคำนวณดูเป็นเงินประมาณ ๑๑ ล้านบาท” เท่านั้น เมื่อเทียบกับแสนกว่าล้าน

ฝกตกหนักเกิดน้ำป่าถล่มเหนือ-อีสาน - นายกฯ ถามน้ำท่วมมาจากไหน ? ย้ำสนใจแผนจัดการน้ำของรัฐบาลบ้าง





ฝกตกหนักเกิดน้ำป่าถล่มเหนือ-อีสาน

by กองบรรณาธิการ ข่าวสังคม
Voice TV21
17 ตุลาคม 2560 

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปสถานการณ์น้ำท่วม เหลือ 9 จังหวัด มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานพายุขนุน อ่อนกำลังลงแล้ว แต่ทั่วทุกภาคยังมีฝนตกต่อเนื่อง ล่าสุดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เกิดเหตุสลด น้ำป่าพัดรถกระบะหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าภูผาแดง จมน้ำเสียชีวิตในซากรถ



รถกระบะยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์เงิน ที่มีนายสุดจิต ค้อทอง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ขับมาทำงานเมื่อเช้านี้ ถูกกระแสน้ำพัดจมหาย ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะระดมกำลังตามหา และพบว่านายสุดจิต เสียชีวิตแล้ว อยู่ในซากรถติดอยู่กับโขดหิน ห่างจุดเกิดเหตุราว 30 เมตร



น้ำป่าจากดอยสุเทพ ไหลลงลำห้วยแม่เหียะใน อย่างรวดเร็ว เข้าท่วมร้านอาหารและบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านแม่เหียะใน จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความเสียหาย และยังท่วมรถยนต์ของนักท่องเที่ยวหลายคัน เพราะเคลื่อนย้ายรถหนีไม่ทัน โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม เกิดน้ำป่าบริเวณนี้มาครั้งหนึ่ง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตราย



ขณะที่แม่น้ำยม เพิ่มระดับสูงขึ้น เข้าท่วมบ้านเรือนและ สวนฝรั่งของเกษตรกร บ้านรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร เนื้อที่ 2 ไร่ จมน้ำไปกว่า 300 ต้น ที่เจ้าของสวนกำลังเตรียมเก็บผลผลิตส่งขาย กว่า 1หมื่นลูก คาดเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท





ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ท่าเรือข้ามฟาก พื้นที่ตำบลราชสถิตย์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง หยุดให้บริการแล้ว โดยประชาชนต้องเดินทางอ้อมไปข้ามแม่น้ำที่สะพานวัดไชโยวรวิหาร ห่างออกไปประมาณ 8 กิโลเมตร แทนเพื่อความปลอดภัย

ส่วนที่วัดสนานเหนือ และท่าเรือปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี แม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มล้นตลิ่ง เข้าท่วมร้านค้าขายของที่ระลึก ทำให้บางร้านต้องหยุดขายชั่วคราว เจ้าหน้าที่ต้องนำกระสอบทรายมาทำคันกั้นน้ำไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ด้านใน รวมทั้งทำสะพานไม้ให้ประชาชนใช้เดินลงเรือข้ามฟาก

ทางภาคอีสาน ฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดเลย ทำให้เกิดน้ำป่า ลงสู่ลำน้ำหมัน เอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมตัวเมืองด่านซ้าย และสถานที่ราชการ ระดับน้ำสูง 30 – 70 เซนติเมตร เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ในรอบปีนี้ ส่วนชาวบ้านต้องเร่งขนทรัพย์สินหนีน้ำขึ้นที่สูง หลังเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

ปริมาณน้ำในลำน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังมีการระบายน้ำออกจากเขื่อนอุบลรัตน์ ชาวบ้านเริ่มบรรจุกระสอบทรายนำไปปิดกั้นพื้นที่ลุ่มไม่ให้น้ำท่วมหมู่บ้าน พร้อมอพยพสัตว์เลี้ยง และข้าวของขึ้นไปไว้บนที่สูงแล้ว

เช่นเดียวกับพื้นที่ลุ่มน้ำชี อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ที่รับน้ำมาจากเขื่อนอุบลรัตน์ น้ำได้เอ่อเข้าท่วมถนนระหว่างหมู่บ้าน กว่า 2 กิโลเมตร บางจุดน้ำท่วมสูงกว่า 3 เมตร ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถใช้เส้นทางสัญจรได้ ชาวบ้านต้องเปลี่ยนไปใช้อีกเส้นทางซึ่งต้องอ้อมไปไกลกว่า 50 กิโลเมตร 
 




กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นและการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้เกิดน้ำไหลหลากและน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ใน 9 จังหวัด ได้แก่ ตาก พิจิตร นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และกาฬสินธุ์ โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะยังไม่มีการระบายน้ำเพิ่ม เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมตลิ่ง ขณะเดียวกันก็ขอให้เข้าใจสถานการณ์ หากไม่ระบายน้ำก็จะล้นคันกั้นน้ำ และจะส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครและพื้นที่อื่นๆ

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศ เรื่อง พายุ “ขนุน”อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ยแล้ว โดยพายุนี้ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย สำหรับพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทย ยังมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

รายงานโดย : โชติพงษ์ วงศ์พนารักษ์

ooo

...






การเมืองเรื่องของ "สวิง" ฝรั่งเศสมีมาครง (39) แคนาดามีทรูโด (45) ออสเตรียกำลังได้ผู้นำประเทศอายุน้อยสุดในโลก เซบาสเตียน คูร์ซ (Sebastian Kurz) (31) เขาเคยเป็นรมต.ต่างประเทศอายุน้อยสุดในโลกมาแล้ว (27)





การผงาดขึ้นมาของ “ฝ่ายขวา” ในออสเตรียไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย ออสเตรียเป็นหนึ่งในสามประเทศในยุโรป (ร่วมกับโปแลนด์และฮังการี) ที่มีการเมืองออกแนวขวามาระยะหนึ่งแล้ว จากที่เคยเปิดประตูรับ #ผู้ลี้ภัย พร้อม ๆ กับเยอรมนีของแมร์เกิล รบ,ออสเตรียประกาศปิดพรมแดนเมื่อต้นปีที่แล้ว เพราะแรงกดดันจากประชาชน

ถ้าดูจากรายงานของ NY Times (https://nyti.ms/2jS1pHx) ชัดเจนมากกว่า Freedom Party (FPÖ) พรรคขวาจัดมีคะแนนนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา และไม่ต้องตกใจ FPÖ พรรคขวาจัดที่มีสายสัมพันธ์กับนาซี เคยตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคอนุรักษ์นิยม Austrian People’s Party (ÖVP) ที่ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้มาแล้ว ระหว่างปี 2000 -2005 ความเป็นไปได้ที่ ÖVP จะร่วมมือกับ FPÖ ตั้งรัฐบาลใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด ความจริงช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมา คนออสเตรียก็เกือบจะได้ประมุขของประเทศแนวขวาจัดมาแล้ว แพ้กันไปเฉียดฉิวมาก

ความจริงต้องบอกว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ เสียงของพรรคขวาจัดอย่าง FPÖ “ตกลง” ไปด้วยซ้ำ เพราะในโพลล์เมื่อต้นปี FPÖ เคยมีคะแนนนำถึง 35% เหนือกว่าพรรครัฐบาลทั้งสองพรรค (ÖVP และ SPÖ) จุดเปลี่ยนอยู่ที่ตัวนาย Sebastian Kurz “wunderkind” (วุนเดอร์คิน wonder kid) ที่เติบโตทางการเมืองเร็วมาก และได้เป็น “รักษาการหัวหน้พรรค” ÖVP ตั้งแต่เดือนพ.ค. ที่ผ่านมา และต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรค ความเป็นผู้นำของเขา นโยบายต่อต้านผู้อพยพของเขา การเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ๆ ช่วยให้คะแนนนิยมของ ÖVP แซงหน้าอีกสองพรรค ทั้งซ้ายกลางและขวาจัดอย่างชัดเจน เข้าป้ายเป็นพรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ส่วนพรรคขวาจัด (FPÖ) คแนนตกไปช่วงหนึ่ง แต่มาตีตื้นได้ช่วงท้าย ๆ ตอนที่สองพรรคใหญ่สาดโคลนใส่กัน

ก็ต้องบอกว่าเป็นแนวโน้มที่ไม่ค่อยดีเท่าไรที่ยุโรปเริ่มออกแนวขวา ๆ มากขึ้น แต่อย่างน้อยในการเลือกตั้งที่ผ่านมาในยุโรปทั้งในเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส พรรคขวาจัดไม่ได้คะแนนนิยมากอย่างที่คุย และคะแนนนิยมมีขึ้นก็มีลงได้ ถ้าเราเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตยมากพอ ถ้าเราเชื่อมั่นพลังของประชาชน อย่างน้อยกระแสขวาอาจครองอำนาจได้ระยะหนึ่ง แต่ก็อาจสวิงกลับไปซ้ายอีกก็ได้ เหมือนอย่าง Jeremy Corbyn “ซ้าย” ของอังกฤษที่มาแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งหมดอยู่ที่เราต้องเคารพ “กติกา” ครับ ต้องเคารพความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน อย่าคิดว่าตัวเองฉลาดคนเดียว รู้จักแพ้รู้จักชนะ และอดทนครับ

https://www.wsj.com/…/austria-expected-to-shift-right-in-el…
https://www.theatlantic.com/…/austria-immigration-s…/542964/

...

ฝรั่งเศสมีมาครง (39) แคนาดามีทรูโด (45) ออสเตรียกำลังได้ผู้นำประเทศอายุน้อยสุดในโลก เซบาสเตียน คูร์ซ (Sebastian Kurz) (31) เขาเคยเป็นรมต.ต่างประเทศอายุน้อยสุดในโลกมาแล้ว (27)

ก็แปลกดีนะ ผู้นำที่ประชาชน ”เลือก” อายุน้อยลงไปเรื่อย ๆ ผู้นำที่ประชาชน “ไม่ได้เลือก” โคตรแก่และหัวเก่า

ที่มา FB

Bloomberg Asia's live video from Beijing : Xi Jinping is setting out his agenda for the next 5 years




https://www.facebook.com/BloombergAsia/videos/858981764251398/

ooo

เหตุใดจึงมีผู้เปรียบการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ที่จะเริ่มต้นพรุ่งนี้ (18 ต.ค.) ว่าเป็น House of Cards เวอร์ชั่นจีน?




https://www.facebook.com/BBCThai/videos/1997608677126829/


ปากคำ 'ชายชุดดำ' ผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อปลายธันวาคม ๒๕๕๔

บันทึกนักโทษคดีการเมือง ตอนที่ 7 :ปากคำของชายชุดดำ

มันเป็นวันที่ 13 ธันวาคม 2554 เวลาเย็นหลังเลิกงาน ภรรยาผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนบ้านเก่าว่ามีตำรวจถือหมายค้นมา แล้วก็มีรูปพรรณสัณฐานของผม มาถามหาว่าอยู่บ้านนี้มั้ย?

เราย้ายออกจากบ้านหลังเก่ามาหลายปีแล้ว แต่โบราณว่าการสร้างสานสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน ย่อมดีกว่าสร้างรั้วที่แข็งแกร่งมั่นคง...เขาเลยโทรมาบอกว่าตำรวจมาหาผม
...

บ้านเมืองตอนนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาจัดเลือกตั้งใหม่ในเดือนกรกฎาคม 2554 พรรคเพื่อไทย โดยคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวและเป็นนอมินีของทักษิณ ชินวัตร ใช้เวลาบนรถกระบะหาเสียงเพียง 39วันก็ชนะเลือกตั้งก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ยิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้งด้วยแรงสนับสนุนท่วมท้นของกลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณ ขบวนการมวลชนเสื้อแดงที่บาดเจ็บ ล้มตาย บอบช้ำมาจากการถูกปราบปรามเข่นฆ่าในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ทุ่มเทสนับสนุน

และฝ่ายสนับสนุนรณรงค์เคลื่อนไหวประชาธิปไตย

ตอนแรกๆ ที่จัดตั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาลของเธอยุ่งยากและใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใหญ่ และเมื่อน้ำท่วมเบาบางลง รัฐบาลก็ไปมุ่งเน้นงานนโยบายประชานิยม เช่่น จำนำข้าว ค่าแรงวันละ300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 รถคันแรกฯลฯ..

ในเวลานั้น เวบไทยอีนิวส์ที่มีอิทธิพลต่อฝ่ายประชาธิปไตยทั้งในไทยและทั่วทุกมุมโลก มีคนติดตามอ่านเฉลี่ย 5 หมื่นเพจวิวต่อวัน มีคนขนานนามว่าเป็น "ปราการที่แข็งแกร่งของขบวนการประชาธิปไตยเสื้อแดง"รณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาล รวมถึงแกนนำ นปช. และทักษิณ ได้ตระหนักว่ายิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็๋นนายกฯ ชนะเลือกตั้งท่วมท้นนั้นก็ด้วยขบวนประชาชนเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตย ต้องการให้มีการชำระสะสางความอยุติธรรมทั้งมวลในระยะที่ผ่านมา อาทิเช่น

-ต้องรื้อฟื้นคืนเกียรติยศแก่คนตาย คนเจ็บ คนพิการ ถูกสังหารในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่เป็นผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ถูกอำนาจรัฐเวลานั้น ขจัดกวาดล้างและตีตราบาปให้เป็นผู้ร้าย ต้องมีการเยียวยาอย่างยุติธรรม ปลดปล่อยผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ถูกจับกุมคุมขังโดยมิชอบและไม่ยุติธรรมทั้งหมด รวมทั้งบรรดาเหยื่ออยุติธรรมในคดีที่เรียกว่า "คดีเผาศาลากลาง" หลายจังหวัดด้วย

-ต้องเร่งดำเนินคดีบรรดาผู้มีส่วนในการสังหารเข่นฆ่าในการชุมนุมครั้งนั้น ต้องมีการรับผิดชอบ ให้เลิกวัฒนธรรมปล่อยผู้บงการลอยนวล คัดค้านการนิรโทษกรรมที่จะทำให้มีการกระทำผิดซ้ำซากของบรรดาผู้เผด็จการ

-ต้องยุติความพยายามดึงและดองคดีพันธมิตรก่อการร้ายยึดสนามบิน และปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าอย่างปกติ

สรุปง่ายๆ คือ "ปลดปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเหตุการณ์พฤษภา 53, ลงโทษบรรดาผู้บงการสังหารเข่นฆ่าในเหตุการณ์นั้น โดยไม่สมควรนิรโทษกรรม และเร่งเอาผิดพันธมิตรยึดสนามบิน"

การรณรงค์ในแคมเปญนี้ค่อยทวีความร้อนแรงดุเดือดยิ่งขึ้น เมื่อพบว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังดูดายไม่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาสู่การพิจารณา เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รวมทั้งแกนนำ นปช.และทักษิณหนักขึ้น ในทำนองว่าเหยียบซากศพวีรชนกลับสู่อำนาจ ด้วยการที่ฝ่ายประชาธิปไตยทุ่มเทและต้องหลั่งเลือด แต่ดูเหมือนรัฐบาลไม่ได้ใช้่อำนาจไปในทางอำนวยความยุติธรรมให้แก่ขบวนการมวลชนที่สนับสนุนค้ำจุนตนเองเลย...

จังหวะนั้นพอดีกับที่คนในพรรคประชาธิปัตย์ชี้เป้าว่า พวกสื่อออนไลน์มีพฤติการณ์นำเสนอข่าวพาดพิงเบื้องสูงขอให้มีการจัดการด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานด้านตำรวจเวลานั้นจึงประกาศกับสื่อมวลชนว่าจะจัดการดำเนินคดีพวกเวบไซต์และสื่ออ่อนไลน์

ผมมาทราบภายหลังว่าในเย็นวันที่ 13 ธันวาคม 2554 มีผู้ถูกควบคุมตัวไป 3 ราย เป็นเจ้าของเว็บบล็อกเล็กๆทั้งหมด ส่วนผมรอดมาได้หวุดหวิดเพราะเพื่อนบ้านโทรมาแจ้งข่าวซะก่อน

ผมหลบลงใต้ดินลึกลงไปอีกด้วยการย้ายที่นอนไปเรื่อยๆ บางวันอาจจะ 2-3 ที่ อาการหวาดระแวงว่าตำรวจจะจับตัวได้ ทำเอาน้ำหนักทรุดฮวบในเวลาไม่กี่วัน

กระทั่งปลายเดือนธันวาคมปีนั้น ผมจึงได้เล็ดลอดออกจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการนั่งรถสุดทรหดและหวาดระแวงไปตลอดทาง กว่าจะผ่านแดนประเทศไทยออกไปได้โดยใช้เวลาเริ่มเดินทางจากตีห้าเศษไปถึงที่หมายเกือบ 3 ทุ่ม เล่นเอาตูดด้านไปเลย

ณ ที่หมาย ผมได้พบอดีตรัฐมนตรีหนุ่มที่ลี้ภัยมาก่อนหน้านี้ 3 ปีเศษมาแล้ว

เขาเคยเป็นคนหนุ่มอนาคตไกล เช่นเดียวกับชนชั้นกลางการศึกษาดีโดยทั่วไปที่อยู่ภายใต้ระบอบปกครองแบบไทยๆ แต่เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเขามาเคลื่อนไหวรณรงค์ประชาธิปไตย และร่วมปรากฎการณ์วิพากษ์วิจารณ์ "อำนาจนำ" ในประเทศไทย...

เขาต้อนรับขับสู้ผมด้วยมิตรไมตรีและว่าผมจะไปช่่วยกิจการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในต่างประเทศได้ดี

แต่ผมอธิบายว่า ที่ผมจำต้องลี้ภัยมานี้ผมคิดว่าไม่ใช่เพราะ "อำนาจนำ" หรือใครหรอก แต่เป็นพวกโปรทักษิณนั่นแหละ เพราะเวลานั้นเรากำลังวิพากษ์ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์อย่างหนักว่า "ใจจืด" ต่อเหยื่ออยุติธรรมที่ถูกเข่นฆ่า และยังติดคุกอยู่เต็ม

เราเป็นสื่อที่อิสระและยืนหยัดอยู่ข้างประชาธิปไตยและประชาชน ไม่ได้มีหน้าที่จะต้องไปเป็นกระบอกเสียงอะไรให้ทักษิณหรือยิ่งลักษณ์ หรือพรรคเพื่อไทย และที่เราเรียกร้องรณรงค์นั้่นก็ชอบธรรมทุกประการ...การเอามาตรา 112 หาเรื่องจะเอาผมไปยัดคุก เพราะเหตุว่าผมกับไทยอีนิวส์วิพากษ์ทักษิณนั้นจึงเป็นอะไรที่แย่มากๆ...ถ้าเป็นไปได้ ผมขอให้คุณเป็นไปรษณีย์แจ้งข่าวไปด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ไหวจริงๆ
...

ระหว่างที่พำนักอยู่ประเทศนั้นเป็นเวลาสั้นๆ ผมมีโอกาสได้เดินทางไปพบสนทนาผู้ลี้ภัยอีกราย โดยเรารู้จักเขาแต่ในนาม "ชายชุดดำ" ซึ่งต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณียิงปะทะกับทหารที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและสี่แยกคอกวัว ในเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมเสื้อแดงกับทหาร เมื่อ 10 เมษายน 2553 เป็นเหตุให้มีทหารเสียชีวิตราว 20 นาย รวมทั้งพันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม

เขาเป็นชายฉกรรจ์สูงรูปร่างขาวเหลือง หน้าตาดีทีเดียว แต่แววตาหม่นๆ มีอาการโฮมซิกอยู่พอควรแม้จะได้ลี้ภัยออกมาปีเศษแล้วในเวลานั้น

เขาเล่าว่า เขาเป็นชาวบ้านธรรมดา ต่อมามีเหตุการณ์ทางการเมืองแล้วไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่พันธมิตรบุกเข้าโจมตีสถานีวิทยุชุมชนแห่งหนึ่งที่เป็นกระบอกเสียงให้เสื้อแดงย่านถนนวิภาวดีรังสิต ก่อนเคลื่อนพลไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551

ต่อมาในการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดง เพื่อเรียกร้องกดดันให้นายอภิสิทธิ์พ้นตำแหน่งในช่วงสงกรานต์ปี 2552นีั้น เขาก็พบเหตุการณ์ทหารทำร้ายประชาชนผู้ชุมนุมบริเวณที่ลงทางด่วนวิภาวดีฯ

จึงคิดว่าจะต้องมีอาวุธป้องกันตัว แล้วรวบรวบพรรคพวกได้ 6 คน มีอาวุธกันทุกคน เขาเป็นคนฝึกอาวุธให้พรรคพวก และวันเกิดเหตุ 10 เมษายน 2553 นั้น มีข่าวรายงานว่ากองกำลังทหารบุกเข้ามาโอบล้อมผู้ชุมนุมเสื้อแดงบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน จึงอยากให้บทเรียนพวกทหารว่า อย่าดีแต่ใช้อาวุธทำร้ายคนมือเปล่า ถ้าเจอคนมีอาวุธสู้คืนไปบ้างจะว่ายังไง

เขาย้ำว่าตัวเขาและพรรคพวกนั้นเป็นพวกที่คับแค้นขมขื่น ทนเห็นพันธมิตรกระทำผิดแล้วลอยนวลไม่ไหว ทางทหารแทนที่จะเอาผิดกับคนทำผิดก็มาเอาผิดคนเสื้อแดงมือเปล่า ใส่่ร้ายว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ขบวนการล้มเจ้า และเป็นเขมรติดอาวุธ เขาจึงรวบรวมอาวุธและคนคิดแบบเดียวกันมา ไม่ได้ขึ้นตรงกับใคร เขาเองเป็นหัวหน้า ไม่ขึ้นกับแกนนำเสื้อแดงและนปช. "พวกนี้ก็พูดแต่ว่าอหิงสาๆ ปราศจากอาวุธ แต่โดนฝ่ายเขาเข่นฆ่าทำทารุณสารพัด ผมเกลียดพวกนี้จริงๆ"

อาวุธที่พวกเขาใช้และยังผลให้ฝ่ายทหารสูญเสียมากคือเครื่องยิงระเบิด M204 ปฏิบัติการเกิดขึ้นชัวแปล๊บเดียวแล้วพวกเขาก็แยกย้ายออกมาจากที่เกิดเหตุ แต่ที่กลายเป็นหลักฐานและมีพยานก็คือ ระหว่างขับออกจากที่เกิดเหตุ สวนทางกับรถทหารนั้น ตัวเขาได้โผล่หน้ายกนิ้วกลางให้รถทหาร
"ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมจะไม่ทำเรื่องนี้แน่นอน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครตาย มารู้จากข่าวในภายหลังว่าพันเอกร่มเกล้าตาย ผมก็ได้แต่เสียใจ และอยากกล่าวขอโทษต่อท่านและครอบครัวด้วย" เขากล่าวและว่าสิ่งที่เขาทำมานั้นไม่คุ้มค่าเลย ได้รัฐบาลยิ่งลักษณ์มาแต่บรรดาผู้บงการเข่นฆ่าประชาชนก็ยังลอยนวลอยู่ ส่วนชีวิตของเขาพังหมด และคงกลับไปอยู่กับครอบครัวที่ไทยไม่ได้อีกแล้ว ต้องอยู่ต่างประเทศแบบหลบๆ ซ่อน ๆ และต้องทำงานเป็นเกษตรกร ใช้แรงงาน จากที่เคยเป็นช่างฝีมือมีอาชีพและรายได้ดี
...

ผมพำนักอยู่ประเทศนั้นได้ไม่นานนัก ก็มีโทรศัพท์มาจากทางบ้านว่า ตอนวันสิ้นปี 2554 พ่อของผมเกิดปุบปับล้มป่้วยลงกระทันหัน คงจะสิ้นบุญในวันสองวัน ให้มาดูใจด่วน

ผมเลยคิดว่าเป็นไงเป็นกันช่างหัวมันเถิด เดินทางกลับประเทศไทย โดยสลัดความกลัวทิ้งไป เดินทางกลับบ้านไปดูใจพ่อครั้งสุดท้าย ซึ่งเมื่อผมเดินทางมาถึงพ่อก็สิ้นลมอย่างสงบ
...

ผู้ถูกควบคุมตัวรายอื่นอีก 3 รายในคราวเดียวกันนั้น ถูกปล่อยตัวกลับบ้าน เพราะไม่มีหลักฐานพอฟ้องว่ากระทำผิด ส่วนผมประสานงานกับเพื่ือนมิตรที่เห็นอกเห็นใจ เข้าพบรายงานตัวต่อพลตำรวจโทเจ้าของกรณีนี้ พอสอบสวนทวนความดูแล้วไม่ได้พบว่ากระทำผิดตามข้อกล่าวหามาตรา 112 ก็เลยไม่มีการดำเนินคดีใดๆ

"ตำรวจเราตรวจสอบละเอียดแล้ว คุณไม่เข้าข่าย แต่เมื่อไหร่ทหารมา ก็ไม่แน่..!" เขากล่าวตอนผมกราบลามา
....

คำกล่าวของพลตำรวจโทรายนี้เป็นจริง หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เพียง 3 วัน ผมก็ถูกควบคุมตัวที่บ้าน

การรัฐประหารเกิดขึ้นหลัง กปปส.ชุมนุมประท้วงการออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยของรัฐบาลยิ่งลักษณ์(ซึ่งผมเองและขบวนประชาธิปไตยก็พากันช็อกกับการออกพรบ.สุดซอย เพราะนั่่นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับข้อเรียกร้องของเรา)

มาตรา 112 นั้นใช้ได้กับทุกโอกาส และทุกฝ่ายก็คงใช้กันหมด กับใครก็ตามที่เป็นภัยทางการเมืองการปกครองของพวกเขา แต่คนที่ใช้จะบอกว่ามันเป็นอาชญากรรมไม่ใช่คดีการเมือง

เมื่อผมเข้าคุกมาแล้วก็ได้เจอทั้งคนที่ผมเคยรณรงค์ช่วยเหลือ พวกเขาคือนักโทษจากเหตุการณ์ 19พฤษภาคม 2553 และกลุ่มนักโทษ "ชายชุดดำ" ที่ถูกคดีกล่าวหาว่าปะทะกับทหารในหตุการณ์ 10 เมษายน2553

รวมทั้งคนที่ยึดสนามบินอย่าง ร.ต.แซมดิน เลิศบุษย์ ที่มาแป๊บเดียวแล้วได้ประกันตัวกลับบ้าน เหมือนคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
...

ผมไม่ได้ไปร่วมงานฌาปณกิจศพพ่อที่จัดขึ้นกลางเดือนมิถุนายน 2557 เวลานั้นเสียงตามสายในคุกเปิดเพลงนี้ซ้ำไปซ้ำมา "เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงาม จะคืนกลับมา.."

ผมบอกตัวเองว่าอีกไม่นาน คงได้กลับบ้านไปกราบกระดูกพ่อ

วันอังคาร, ตุลาคม 17, 2560

ออกตัวเร็ว อาจเจ็บตัวแรง “โอ้น้ำตาหรือจะแก้ปัญหาใจ”

ถ้าเป็นเพลงรักอกหักต้องบอก “โอ้น้ำตาหรือจะแก้ปัญหาใจ”*

คราวนี้ หญิงหน่อย จะอกหักหรือเปล่าไม่รู้ เห็นข่าวไหนก็ว่าเธอหลั่งน้ำตาขอโทษสาธารณะชน “ที่ทำให้เข้าใจผิด” เมื่อเธอ “ออกตัวแรง” แสดงความจงรักภักดี

จะเป็นดั่งค่ายเนชั่นว่า “เปิดตัวแรง เจ็บตัวเร็ว” หรือไม่บ่ฮู้ แต่ว่าการออกตัวเร็วอย่างนั้น ถ้าสะดุดขาตัวเองหัวคะมำก็อาจทำให้เจ็บตัวแรงเช่นกั๋น

พูดตามประสา เดลินิวส์เค้าว่า “หญิงหน่อยแจงทั้งน้ำตา ปมถูกฉะ มีเจตนาแอบแฝง” กระทั่งเฮียตือยังชี้ “เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง...โฆษณาให้ตนเอง” โดยเฉพาะ “ติดป้ายชื่อตนเองบนรถกระบะ “ย้ำว่าทำไม่ได้”


อันเนื่องมาแต่งานแห่ดอกดาวเรืองให้เหลืองทั้งแผ่นดินของชาวลาดปลาเค้า ที่สปริงนิวส์ถามว่า #แบบนี้ก็ได้เหรอ

“จวกยับ! คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ ออกเชิญชวนประชาชนถวายดอกดาวเรืองรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ ๙ แต่ไหงรูปแบบการเชิญชวน คล้ายหาเสียง ยังไงไม่รู้”

พอเหมาะพอเจาะกับช่วงนี้หญิงหน่อยเตรียมตัวรับไม้มากุมบังเหียนพรรคเพื่อไทย ขณะที่ ชินวัตรเต็มใจเว้นวรรค เธอออกตัวแรงไปนิดเลยถลำ ขนาดกรณียิ่งลักษณ์ พ.ต.ท. เอาสติ๊กเกอร์ออกแล้ว แถมดีเอ็นเอก็ไม่เจอ ยังไม่รอด

ทำให้โพสต์ทูเดย์อ้างได้ “สังคมวิจารณ์...เหมาะสมหรือไม่...คุณหญิงสุดารัตน์ขึ้นท้ายกระบะ ติดป้ายชื่อ...เชิญชวนประชาชนร่วมถวายดอกดาวเรือง เนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”

ขณะที่ไทยโพสต์เล่นก้ำกึ่ง อิง ท้อคออฟเดอะทาวน์จาก เพจแดง ที่ว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง “สยบข่าวน้ำท่วม” เลยทำให้ “หน่อยน็อคกลางอากาศ”


“แม้เจ้าตัวออกมาชี้แจงแถลงไขทั้งน้ำตา ยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น ผิดพลาดเพียงแค่ไม่ได้เอาชื่อตัวเองที่ติดอยู่บนรถออกไปซึ่งมีเพียงคันเดียวจากหลายสิบคัน”

ถึงกระนั้นไทยโพสต์ก็ฟันธง “ดูจะไม่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายตรงข้าม ยิ่งสกรัมรุมยำในโลกออกไลน์ หนักขึ้นเป็นทบทวี”

ยังดีเขาอุตส่าห์ไปคุ้ยหาตามเพจเสื้อแดง เช่นกลุ่มรักคนเสื้อแดง, กลุ่มรักประชาธิปไตย, กลุ่มรักแดงเกลียดสลิ่ม, กลุ่มเผด็จการกับกูอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ เป็นอาทิ ได้ความว่า

“บางโพสต์เปรียบเทียบกับกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ กลับไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการหาเสียงเลือกตั้ง”

รายหนึ่งชี้ “จะสะอื้นทำไม เราไม่ได้ทำผิดอะไร หรือมันจะสร้างวัฒนธรรมใหม่ ปชป.พูดได้ทำได้ แต่ พท.ห้ามไอห้ามจาม”

อีกรายยัน “ต่อให้ทำดีแค่ไหนพวกมันก็ว่าอยู่ดี ขนาดยิ่งลักษณ์พับดอกไม้จันทร์ พวกมันยังว่าสร้างภาพเลยค่ะ”


นั่นสิ นี่ถ้ายิ่งลักษณ์ยังไม่หนีแล้วแห่ดอกไม่จันทร์ไปส่งสนามหลวง จะต้องออกมาร้องไห้ด้วยไหมนี่ ฟังที่ ธนาพล อิ๋วสกุล คอมเม้นต์ แล้วเห็นจริง

เคสสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นั้นน่าหนักใจแทนบรรดารอยัลลิสต์ไทยนะครับ” เขาแจง “ปกติความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ไทยอยู่ที่ความหลากหลายของคนที่จงรักภักดี และบรรดาคนที่จงรักภักดีนั้น แน่นอนว่าย่อมมีหลายคนหลายกลุ่มที่เหม็นขี้หน้าหรือเป็นศัตรูกัน

(ลองนึกถึงกรณีล่าสุดที่ปีย์ มาลากุล ออกมาเล่นงานธนินท์ เจียรวนนท์ ซึ่งทั้งคู่ถือว่าเป็น วงใน ราชสำนัก)

แต่การที่สุดารัตน์ถูกเล่นงานในวันนี้ก็ย่อมทำให้บรรดาผู้จงรักภักดีหดแคบลงเหลือแต่เพียงบรรดาคณะรัฐประหาร และกลุ่มที่แอนตี้ทักษิณ/เพื่อไทย เท่านั้น”

ธนาพลตอบคำถามตนเองว่าเขาคงไม่แคร์กัน “ชนชั้นนำเขาเลือกทางนี้แล้ว” แต่ไม่เฉพาะชนชั้นนำหรอกนะ ชนชั้นตามของพวกชนชั้นนำยุคนี้ก็เห็นดีเห็นงามตามกันไปด้วย

น่าจะเพราะความจงรักภักดีไม่ลืมหูลืมตาในประเทศไทยกำลังบีบตัวเองเข้าไปทุกที ยิ่งเมื่อเอาไปสร้างปมเขื่องทางการเมืองเข้า ก็ยิ่งบีบอัดเหมือนถูกงูรัด น้ำตาก็เลยทะเล็ดออกมาอย่างไม่มีทางช่วย


*(หมายเหตุ เพลงที่เอามาอิง https://www.youtube.com/watch?v=Lh5uNpMfdMY&index=2&list=PLcaNN4iNqazOLopjm7dYXngh0S04Cr5AG)

เบนซ์ ธนชาติบอกว่า ถ้ามีการเตือน #น้ำท่วม ล่วงหน้าเพียงแค่ชั่วโมงเดียว หรือครึ่งชั่วโมง ชาวบ้านก็คงจะเก็บของทัน




ลิงค์ของวิดีโอ
https://www.facebook.com/WorkpointNews/videos/519283048440978/


ชวนอ่าน

WHY WAS BANGKOK NOT WARNED OF FLOODING?

(http://www.khaosodenglish.com/featured/2017/10/16/bangkok-not-warned-flooding/)

"อย่าไปเลยบางกอก จะบอกให้"




อย่าไปเลยบางกอก
..

อย่าไปเลยบางกอกจะบอกให้ พี่เคยไปมาแล้วน้องแก้วเอ๋ย
จะบอกเจ้าเอาบุญคนคุ้นเคย อย่าไปเลยบางกอกช้ำชอกใจ

คนที่นั่นคั้นแต่ตัวหัวกะทิ หัวใจสิแสนบ้าใบหน้าใส
สวมหน้ากากปากซื่อเขามือไว คอยจงใจให้ร้ายทำลายเรา

อย่าไปเลยบางกอกบอกไม่เชื่อ อยู่กับเสือดีกว่าไปหาเขา
คนบ้านนอกคอกนาปัญญาเบา เหมือนนกเหงาพรานซ้ำด้วยชำนาญ

ควักหัวใจไปกินจนสิ้นหมด แล้วปล่อยปลดคืนกายที่ตายด้าน
ขยี้เนื้อเหลือกายไว้ประจาน ต้องซมซานกลับรังตายทั้งเป็น


สวัสดีบางกอก
คำร้อง อาจินต์ ปัญจพรรค์
ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน


ooo

ใครว่า กรุงเทพ น้ำไม่ท่วม ! มาดูกัน !! คลองวิภาวดีรังสิต แยกลาดพร้าว ดอนเมือง รถติด รถตายเป็นแพ !!



วันจันทร์, ตุลาคม 16, 2560

สมาคมประกันวินาศภัย สรุปจำนวนรถที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อวันที่ 13-14 ตุลาคม 2560 พบมากถึง 2,009 คัน




สรุปจำนวนรถเสียหายจากน้ำท่วม 27 บ.ประกันภัย -วิริยะหนักสุด 500 คัน


ที่มา สำนักข่าวอิศรา
16 ตุลาคม 2560 เวลา 18:07 น.


ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง ตั้งแต่ดึกวันที่ 13 ต.ค.ต่อเนื่องเกือบเช้ามืดวันที่ 14 ต.ค. 2560 จนเกิดน้ำท่วมถนนสายหลักทั้งหมด 55 จุด ทำให้รถยนต์จอดเสียหลายคัน ขณะที่บางแห่งน้ำเข้าท่วมลานจอดรถชั้นใต้ดินคอนโดมีเนียม ทำให้รถยนต์ถูกน้ำท่วมสูงครึ่งคันนั้น ล่าสุด สมาคมประกันวินาศภัย ได้สรุปจำนวนรถที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เมื่อวันที่ 13-14 ตุลาคม 2560 พบจำนวนถึง 2,009 คัน ณ วันที่ 16 ตุลาคม เวลา 11.00 น. ประกอบด้วย 27 บริษัทประกันภัย

1.บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) 500 คัน

2.บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) 194 คัน

3.บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) 184 คัน

4.บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) 181 คัน

5.บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน)157คัน

6.บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) 156 คัน

7.บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) 106 คัน

8.บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) 86 คัน

9.บริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) 79 คัน

10.บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 58 คัน

11.บริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 52 คัน

12. บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) 47 คัน

13.บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด 40 คัน

14.บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) 36 คัน

15.บริษัท สินทรัพย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) 35 คัน

16.บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) 30 คัน

17.บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด (มหาชน) 18 คัน

18.บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) 15 คัน

19.บริษัท สยามซิตี้ประกันภัย จำกัด 11 คัน

20.บริษัท สหมงคลประกันภัย จำกัด มหาชน 7 คัน

21.บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด ในกลุ่มบริษัท เอไอจี 6 คัน

22. บริษัท เอฟพีจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 3 คัน

23.บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) 2 คัน

24.บริษัท ฟีนิกซ์ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 2 คัน

25. บริษัท เอไอจี ประกันภัย(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 2 คัน

26. บริษัท นำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) 1 คัน

และ 27.บริษัทเจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) 1 คัน

ด้านนางสาวกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บมจ. วิริยะประกันภัย กล่าวถึงประกันประเภท 1 จะมีคุ้มครองน้ำท่วมอยู่แล้ว ซึ่งโมเดลกู้และซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมของวิริยะฯ FIRST AID นั้น จะแบ่งเป็น 3 ระดับ 1.น้ำท่วมระดับล้อ บริษัทจะดูแลและซ่อมผ้าเบรค 2.น้ำท่วมระดับเบาะของรถยนต์ บริษัทฯ จะทำความสะอาด ล้างพรม และจัดการฆ่าเชื้อ 3.น้ำท่วมระดับฝากระโปรง หรือมิดหลังคารถยนต์ หากเสียหายมากคืนซาก ซึ่งการจ่ายเยียวยาขึ้นอยู่กับลูกค้า

ทั้งนี้ ตัวเลขรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้กับบริษัทฯ จำนวน 500 คันที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนั้น นางสาวกานดา กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ได้มีการจำแนกความเสียหายว่าอยู่ระดับไหนบ้าง แต่เฉพาะพื้นที่กทม.มีการแจ้งรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมมากสุดอยู่แถวลุมพีนี คลองเคย และสุขุมวิท

ขอบคุณภาพจาก:https://web.facebook.com/newsthaich8/

เดาซิ WHY WAS BANGKOK NOT WARNED OF FLOODING?



A flooded street Saturday in Bangkok’s Ratchada area. Photo: @Shinminji_wow / Twitter


WHY WAS BANGKOK NOT WARNED OF FLOODING?


By Asaree Thaitrakulpanich, Staff Reporter
Khaosod English
October 16, 2017


BANGKOK — The capital city woke Saturday morning to find itself flooded by what had been the heaviest rains in 30 years. How did no one know what was coming? Or did they? And with a forecast of more rain all week, is more on the way?

The usual back and forth over who to blame has since been centered on how information, forecasts and warnings are relayed by meteorologists who, unlike elsewhere in the world, are state bureaucrats.

The director of Rangsit University’s Climate Change & Disaster Center blamed out-of-touch state meteorologists and the lack of an official warning system for the soggy surprise, while state departments insist fair warning was given.

“They’ll say something like ‘there’s a 60 percent chance of rain with a monsoon trough moving over the area.’ So? What does that mean to the average reader? People will read it, and think, ‘That doesn’t mean jack to me,’” said Seree Supratid, the director of Rangsit University’s Climate Change & Disaster Center.

One of those state meteorologists said Seree doesn’t appreciate how the system works.

“Academics can say whatever they want, but in a bureaucratic system things have to go through a process,” said Somchai Baimuang, a former deputy chief with the Thai Meteorological Department, the state agency part of the Digital Economy and Society Ministry. “We did warn last week on the 12th that a monsoon trough will open up over Bangkok.”

A monsoon trough is what happens when winds in the northern and southern hemispheres converge along a line, for those unversed in meteorological jargon.

Somchai said that state weather forecasts have to lay out information in specific formats and only warn of storms if “they come close to and have an effect on Thailand.” Moreso, the current deputy director, Songkran Aksorn, went on television two days before the flooding to warn that excessive warnings could “cause panic” or result in “false alarms.”

But what was communicated by weather authorities – a 3am Saturday post of a meteorological map showing “light to medium rain” in much of Bangkok – later drew seething comments.

“Light rain? You’re reporting false information. I didn’t prepare to move any of my stuff! Are you afraid you’re gonna get sued or something if you tell me to prepare?” user Decha Dusit wrote in a comment. “It was raining from 1am to 4am. Try reporting some real information instead of messing around with politics.”





One person often dumped on for floods past – the Bangkok governor – professed surprise himself.

“I must apologize for what happened … it’s really an emergency. The last time there was over 200 millimeters of rainfall was during the administration of Chamlong Srimuang, or more than 30 years ago,” said Gov. Aswin Kwanmuang, who was appointed by the junta one year ago to replace Sukhumbhand Paribatra.

The flooding caused damage and heavy flooding in at least 20 districts across Bangkok, including the central business district of Siam and downtown in the Sukhumvit Road area. No official estimate of the damage could yet be found.

Seree said the public deserved better.

“They didn’t do their jobs. They left citizens to help themselves without information. They should say, ‘People in this area should do this. People in condos in this area should move their cars out from underground lots,” he said.

Seree said that if the state weather service doesn’t change the way it informs the public, natural disasters will “always be a surprise, like with Sakhon Nakhon,” referencing flash floods that killed more than 20 people in August.

“You have to draw conclusions for people. For example, my department estimated there would be 200 millimeters of rain, so we were telling people to prepare for heavy flooding,” Seree said.

His warnings were made in television appearances. Seree said his university department doesn’t have the resources or equipment to monitor or issue warnings on the national level, so it is still up to state departments.

As for whether Bangkok will flood again soon, Somchai was a street-half-empty optimist to Seree’s half-full skeptic.

“The graphs are all going downward. There won’t be an effect on Bangkok, since the storm is moving north,” Somchai said.

Seree wasn’t ready to leave his boots at home:

“You can’t close the door on the possibility of flooding. It’s still a risk, a possibility of that happening in the near future, but we will need time to evaluate conditions.”













Related stories:

Heavy Rains Leave Bangkok Swimming in Floods